วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

นำเจ้าหน้าที่สายตรวจเข้าวัดรับฟังธรรมะจากพระภิกษุสงฆ์ก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ (๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕)

วันนี้เวลา ๐๘.๐๐ น.ผมนำนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรและเจ้าหน้่าที่สายตรวจรถยนต์,จักรยานยนต์และจราจรที่จะปฏิบัติหน้าที่ประจำวันนี้เดินทางไปรับฟังธรรมะจากพระภิกษุสงฆ์ที่วัดศรีดอยเรือง ตำบลทุ่งก่อ ตา่มโครงการตำรวจสายตรวจเข้าวัดก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ของ สภ.เวียงเชียงรุ้ง






เจ้าหน้าที่ผู้เข้าร่วมรับฟังธรรมะครั้งนี้ประกอบด้วย
๑. ร.ต.ต.ภาณุพันธ์ ชื่นใจ รอง สวป.
๒. ร.ต.ต.วิชิน กล้าหาญ รอง สวป.
๓. จ.ส.ต.สริทธิ์พล จันทร์อิฐ
๔. จ.ส.ต.ทศพร อาริยะ
๕. จ.ส.ต.ชูชาติ ระเวงวรรณ
๖. จ.ส.ต.สุทัศน์ กองตา



เมื่อพร้อมแล้วพระคุณเจ้าได้แสดงธรรมะแก่พวกเราภายในวิหารของวัดโดยก่อนแสดงธรรมท่านได้กล่าวชมเชยถึงโครงการนี้ว่าเป็นโครงการที่ดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเราหันหน้าเข้าวัดเพื่อน้อมนำพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาใช้ในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องส่วนตัวและการงานได้เป็นอย่างดีโดยขอให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจะดียิ่ง



สำหรับหัวข้อธรรมะที่พระคุณเจ้าได้เมตตาแสดงธรรมในครั้งนี้คือเรื่องอิทธิบาล ๔ ซึ่งมีดังนี้

คำว่าอิทธิบาทแปลว่าบาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึงสิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใดต้องทำตนให้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่เรียกว่าอิทธิบาทซึ่งจำแนกไว้เป็น ๔ คือ

๑. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
๓. จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
๔. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ธรรม ๔ อย่างนี้ ย่อมเนื่องกัน แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะของตน


ฉันทะ คือความพอใจในฐานะเป็นสิ่งที่ตนถือว่าดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ข้อนี้เป็นกำลังใจอันแรกที่ทำให้เกิดคุณธรรมข้อต่อไปทุกข้อ

วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึงการการะทำที่ติดต่อไม่ขาดตอนเป็นระยะยาวจนประสบความสำเร็จ คำนี้มีความหมายของความกล้าหาญเจืออยู่ด้วยส่วนหนึ่


จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ คำนี้รวมความหมายของคำว่าสมาธิอยู่ด้วยอย่างเต็มที่

วิมังสา หมายถึงความสอดส่องในเหตุและผลแห่งความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้รวมความหมายของคำว่าปัญญาไว้อย่างเต็มที่



พระคุณเจ้าได้มีัเมตตาขยายความประกอบด้วยว่าในส่วนของตำรวจนั้นสามารถนำหลักธรรมที่แสดงว่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริงโดยตำรวจทุกคนจะต้องมีความพอใจหรือ "ฉันทะ" ในหน้าที่การทำงานของตนเองเป็นเบื้องต้นก่อนว่างานที่ได้รับมอบหมายหรือมีหน้าที่รับผิดชอบนั้นล้วนแล้วแต่เกิดประัโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในด้านการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข การดูแลรักษาความปลอดภัยในชีัวิตและทรัพย์สินเป็นหลักซึ่งเป็นหน้าที่ที่น่าภูมิใจยิ่้ืงที่ได้มาทำ ณ จุดนี้ ต่อไปเมื่อมีความพอใจในหน้าที่การงานนั้นแล้วตำรวจเราจะต้องมี "วิริยะ" หรือความขยันหมั่นเพียรตั้่งใจปฏิบัติหน้าที่ที่รับมอบหมายอย่างเต็มกำลังความสามารถโดยไม่ีหวันไหวต่ออุปสรรคใดๆ หากมีปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องก็ให้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขให้ต่อไป



ประการต่อมาก็คือตำรวจจะต้องมี "จิตตะ" ต่องานที่รับมอบหมายซึ่งหมายถึงนอกจากตั้งใจทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถแล้วจะต้องมีจิตใจจดต่อ มุ่งมั่นทุ่มเทในงานนั้นๆ ด้วย และประการสุดท้ายตำรวจจะต้องมี "วิมังสา" สอดส่องดูแลและมุ่งเน้นถึงความสำเร็จของงานที่ทำซึ่งในหน้าที่ของตำรวจที่สำคัญที่สุดที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือความปลอดภัยในชีัวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนนั่นเอง จึงขอให้ผู้เข้ารับฟังธรรมะครั้งนี้ทุกคนจงนำหลักธรรมะที่ได้รับนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป



ในนามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงเชียงรุ้งขอกราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าวัดศรีดอยเรืองที่กรุณามีเมตตาแสดงธรรมะอันสำคัญยิ่งครั้งนี้แก่พวกเราเป็นอย่างสูง โดยพวกเราทุกคนจะนำหลักธรรมะที่ได้รับนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อสังคม ชุมชน และประเทศชาติสืบไป

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เยี่ยมนักเรียน (๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕)

งานหนึ่งซึ่งผมถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งและจะกระทำเสมอหากมีโอกาสหรือเวลาก็คือการออกพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตามเพราะพี่น้องทุกคนเป็นบุคคลสำคัญของผมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวใจหลักของหน่วยงานทุกหน่วยทั้งภาครัฐและเอกชนซึ่งจะขาดเสียมิได้เปรียบเสมือนปลาขาดน้ำไม่ได้ฉันใด หน่วยงานก็ขาดพี่น้องประชาชนไม่ได้ฉันใด ตำรวจก็เช่นกันเนื่องจากเราต้องทำงานกับพี่น้องตลอด ๒๔ ชั่วโมง ต่างคนต่างต้องพึ่้งพาอาศัยซึ่งกันและกันเสมอไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่งหรือวันใดก็วันหนึ่ง หากเรารู้จักคุ้นเคย มีปฏิสัมพันธ์หรือมิตรภาพที่ดีต่อกันแล้วการทำงานจะง่ายขึ้นโดยมีพี่น้องเป็นกำลังใหญ่ให้

ตำรวจโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำรวจโรงพักหากคนใดหรือโรงพักใดไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องในพื้นที่แล้วเชื่อเหลือเกินว่าการทำงานตำรวจโรงพักนั้น "เหนื่อย" แน่ เพราะอะไร ก็เพราะไม่มีกำลังใหญ่ให้อย่างที่ผมบอกข้างต้นนั่นแหละ ตำรวจทำอะไรก็ทำไปพี่น้องประชาชนไม่สนใจเพราะตำรวจไม่เคยไปสนใจเขาก่อน แบบนี้จะไปโทษใครได้ต้องโทษตำรวจอย่างเดียว ดีไม่ดีเขาจะสมน้ำหน้าเอาด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็นกรณีตรงข้ามผมว่าสบายๆ แบบเบิร์ดๆ แน่ตำรวจโรงพักนั้น เพราะพี่น้องจะคอยเป็นหูเป็นตาแจ้งข้อมูลเบาะแสการกระทำผิดให้ อีกทั้งพี่น้องก็จะได้ระแวดระวังภัยเบื้องต้นด้วยพี่น้องเองตามที่เรา "ตำรวจโรงพัก" ไปแนะนำให้ความรู้ความเข้าใจระหว่างพบปะเยี่ยมหรือพูดคุยในรูปแบบต่างๆ

ผมใช้หลักการนี้มาเป็นแนวทางในการทำงานตลอด แล้วก็รวมถึงอย่างที่บอกข้างต้นนั่นแหละว่าหากมีเวลาหรือโอกาสเมื่อไรจะออกไปเยี่ยมพี่น้องเสมอไม่ว่าจะวัยไหนหรือที่ไหน อย่างเช่นวันนี้ซึ่งผมกับเจ้าหน้าที่สายตรวจรถยนต์ (จ.ส.ต.สริทธิ์พล จันทร์อิฐ) ออกพบปะพี่น้องโดยเน้นไปที่วัยเด็กๆ หรือนักเรียนเป็นหลัก



ภาพด้านล่างนี้เป็นช่วงที่ไปติดต่อประสานงานโรงพยาบาลเวียงเชียงรุ้งแล้วพบเด็กๆ กลุ่มนี้ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมปีที่ ๑ โรงเรียนอนุบาลเวียงเชียงรุ้งกำลังไปให้คุณหมอตรวจฟันอยู่ก็เลยโอภา่ปราศัยกันตามธรรมเนีัยมของคน(ละ)วัยเดียวกัน (ฮา)



เสร็จแล้วไปเยี่ยมเยียนเด็กโตขึ้นมาหน่อยที่โรงเรียนเวียงเชียงรุ้งวิทยาคมซึ่งเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ ๑-๖ ตอนนั้นโรงเรียนเลิกแล้วเด็กๆ ส่วนหนึ่งกำลังรอรถหรือพ่อแม่ผู้ปกครองมารับอยู่



การพูดคุยกับเด็กๆ นี่หลายคนอาจจะมองว่า "ยาก" เพราะคนละวัย สื่อกันคนละแบบ ทำให้มองกันคนละมุม แต่ผมว่้าไม่ใช่ จริงๆ แล้วก็คนละวัย รุ่นพ่อกัีบรุ่นลูก ไม่มีปัญหาครับ เราก็ทำตัวแบบ "คนวัียเดียวกัน" ซะก็สิ้นเรื่อง เอ้า แล้วทำยังไงล่ะ ..ขอติดไว้ก่อน เอาไว้วันหลังว่างๆ ผมจะนำกลเม็ดเคล็ดลับมาบอกให้ฟัง ไม่ยากกกกกกกกก เชื่อเถอะ ง้ายง่ายยยยยยยยยยย



การพูดคุยกันตามประสา "คนวัยเดียวกัน" วันนี้ก็เป็นเรื่องทั่วๆ ไป "มีการบ้านไหม , ทำเสร็จแล้วเหรอ อ้าว เสร็จแล้วแล้วทำที่ไหน , ทำที่โรงเรียนเจ๊า , ผมก็พูดว่า "แบบนี้ไม่ใช่การบ้านแล้ว เป็นการโรงเรียน การบ้านต้องทำที่บ้านถึงจะถูกใช่้ไหม" หรือไม่ก็อำเด็กบางคนที่ทำการบ้านที่โรงเรียนเสร็จแล้วว่า "รู้ไหม เมื่อกี๊น่ะเพื่อนๆ คนหนึ่งเขาก็ทำการบ้านที่โรงเรียนเสร็จแล้วเหมือนกัน ..เหตุผลที่ต้องทำการบ้านที่โรงเรียนเพราะว่าเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเก่งกว่าทำเสร็จก่อนแล้วก็ "ขอลอก" ซะเลย เล่นเอาฮากันทั้งวงเลยทีเดียว




ยังมีอะไรอีกหลายๆ อย่างครับที่คุยกับเด็กๆ เขารวมทั้งแทรกสิ่งละอันพันละน้อยที่น่า่จะเกิดประโยชน์เข้าไปด้วย เช่น อย่าไปยุ่งกับยาเสพติดนะ มันไม่ดี อนาคตอันสดใสของเราที่หวังไว้จะมืดมน ดีไม่ดีติดคุกติดตะรางได้ เพื่อนๆ ที่จะคบก็ควรเลือกคนแต่คนดีๆ คนไม่ดีไม่ต้องคบ แล้วก็ถ้ามีอะไรดีๆ อย่างเช่น ข่าวสารข้อมูล เบาะแสการกระทำผิดของคนร้ายอย่าลืมแจ้งตำรวจด้วยนะลูก อะไรประมาณนี้




เสร็จจากการพบปะนักเรียนโรงเรียนเวียงเชียงรุ้งวิทยาคมแล้วก็ไปที่โรงเรียนอนุบาลเวียงเชียงรุ้งซึ่งตอนนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรของเรา (ด.ต.นเรศ สุขยิ่ง) กำลังอำนวยความสะดวกด้านการจราจรอยู่ แล้วก็เหมือนเดิมครับเข้าไปทักทายพูดคุยกับเด็กๆ สักพักหนึ่งก่อนที่จะเขาจะเดินทางกลับบ้าน