





ผ่านไปอีกครึ่งวันสำหรับการทำงานอำนวยการที่โรงพักเวียงป่าเป้าวันนี้ เหมือนเดิมครับงานแทบมีอะไรเลย ออกจะเงียบเหงาไปซะหน่อยด้วยซ้ำ จากคนที่เคยออกตะลอนๆ ไปทั่วแทบไม่อยู่โรงพักเพราะงานก่อนนั้นถือว่างานนอกโรงพักเป็นงานหลัก งานใหญ่และเป็นหัวใจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะต้องออกพบปะเยี่ยมเยียน ตรวจตราดูแลทุกข์สุขให้พี่น้องประชาชนกลับต้องมานั่้งประจำอยู่กับที่ ไม่เป็นไรครับค่อยๆ ปรับเดี๋ยวก็ชินไปเองแม้ว่าใจจริงส่วนลึกจะนึกถึงพี่น้องประชาชนซึ่งผมรักอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
ที่มาของหนังสือฉบับด้านซ้ายกรุณาคลิกที่นี่ครับ
ช่วงที่ผมนั่งเขียน(พิืมพ์)เรื่องนี้อยู่ที่ทำงานนั้นเวลาก็ปาเข้าไปหกโมงเย็นกว่าๆ แล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่าอยู่ทำไมที่ทำงาน ทำไมไม่กลับบ้าน งานก็งานธุรการประเภทเช้าไปเย็นกลับ ก็ขอเฉลยนิด ๑ ครับว่าอาจจะมาจากความเคยชินของผมที่แทบจะไม่เคยกลับบ้านช่วงเวลาแบบนี้ อย่้างน้อยที่สุดก็ต้องสามทุ่มไปก่อนถึงจะกลับบ้าน อีกประการ ๑ บ้านที่พักอยู่ซึ่งห่างจากตัวโรงพักราวๆ ๒ กิโลเศษๆ ผมไม่ได้เอาเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรมาเลยไม่ว่าจะเป็นทีวี,วิทยุ,ตู้เย็นฯ เพราะไม่อยากให้ยุ่งยากพอไปถึงบ้านก็ไม่มีอะไรต้องทำต้องดูก็เลยตัดสินใจว่าอยู่มันเสียที่โรงพักนี่แหละ มืดๆ ถึงค่อยกลับ อาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวก็นอนเลยตอนเช้าตื่นทำธุระเสร็จก็มาทำงาน นี่แหละคือที่มาของคำว่าทำไมยังไม่กลับบ้าน
บ่ายวันนี้งานที่ผมจะต้องทำไม่มีอะไรเลยครับ เงี้ยบเงียบ ไม่เหมือนกับที่เคยทำอยู่ที่โรงพักพานมีงานให้ทำได้ทั้งวันเยอะแยะไปหมด ทำจนเพลินเรียกว่าลืมเวลาไปเลยก็ได้เพราะต้องตะลอนออกไปโน่นมานี่ พบปะพูดคุยกับพี่น้อง เป็นวิทยากร โอ๊ย จิปาถะ ม้วนม่วน สนุ้กสนุก แต่อยู่ที่โรงพักเวียงป่าเป้าทำแบบนั้นไม่ได้เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ที่ผมต้องรับผิดชอบ ครั้นจะทำแบบที่โรงพักพานก็กลัวคนที่มีหน้าที่เขาจะเหม็นหน้าเอา แล้วทีนี้ทำไงดีล่ะครับท่านผู้ชม งานก็ไม่มีให้ทำ แหมชีวิตของสุพจน์มัุจฉาจากคนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำต้องมานั่งแหมะอยู่กับที่แบบนี้หรือ ไม่ใช่แน่ นั่นมิใช่วิสัยของสุพจน์มัจฉาแน่นอนแล้วจะทำไงล่ะ คิดไปคิดมา เอ้อ คิดออกแล้ว "อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น" นี่ สุภาษิตโบราณที่เคยได้ยินได้ฟังมานั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเราจำต้องมาอยู่เวียงป่าเป้าแล้วจะนิ่งดูดายได้เยี่ยงไรจำต้องหางานมาทำให้ได้ชีวิตจะได้มีรสชาติเพิ่มขึ้น
ผ่านไปแล้วครึ่งวันสำหรับการทำงานในหน้าที่อำนวยการที่โรงพักเวียงป่าเป้าวันนี้ซึ่งเป็นวันที่ ๘ ของจำนวน ๓ เดือนที่ผู้บังคับบัญชาให้ผมมาปฏิบัติ เช้านี้งานที่ทำไม่ค่อยมีเพราะส่วนใหญ่น้องๆ ตำรวจที่รับผิดชอบงานนั้นทำเสร็จสิ้นเรียบร้อย ผมตรวจดูก็เข้าท่าดีครับ ทุกคนล้วนผ่านประสบการณ์๋็ในพอสมควรเรียกว่าพอเห็นงานที่เข้ามาปั๊บก็รู้เลยว่าต้องทำยังไงต่อไปจึัีงไม่มีอะไรหนักใจในเรื่องนี้


ผมชอบจดชอบบันทึีกเรื่องราวอะไรต่างๆ ไว้อย่างน้อยที่สุดก็เอาเก็บไว้ดูตอนหลัีงว่าวันนั้ันวันนี้ที่ผ่านมามีหรือทำอะไรบ้างอย่างที่หลายๆ ท่านคงจะเ้ห็นกันจนชินตานั่นแหละ แล้วทีนี้ตอนนี้ผมมาอยู่ สภ.เวียงป่าเป้าโดยผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ทำงานอำนวยการก็เลยขออนุญาตบันทึีกเรื่องราวของสถานภาพกำลังพลตำรวจ สภ.เวียงป่าเป้าไว้หน่อยว่ามียังไง โดยสถานภาพกำลังพลของ สภ.เวียงป่าเป้า ณ วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ มีดังนี้ครับ
วันนี้ผมเดินทางมารับงานที่ สภ.เวียงป่าเป้าอย่างเต็มตัวแล้วครับ งานที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายก็คืองานด้านอำนวยการทั้งหมดอย่างเช่นงานนโยบายและแผน,งานกำลังพลประมาณนี้ การทำงานลักษณะนี้จะคล้ายๆ กับเจ้าหน้าที่ธุรการทั่วๆ ไปนั่นก็คือเช้าไปเย็นกลับยกเว้นแต่มีเหตุหรืองานเร่งด่วนเข้ามาเป็นห้วงๆ ก็คงสนุกดีไปอีกแบบหนึ่งเพราะผมคงจะใช้ัเวลานี้นำความรู้ความเข้าใจในหลายๆ ด้านที่ตำรวจไม่ค่อยจะเป็นหรือคล่องมากนักมาปรับปรุงพัฒนาเท่าที่ผมจะทำได้
หลักธรรม หรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น ถึงแม้ว่าจะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๒๕๕๐ กว่าปีแล้ว แต่ทุกหลักธรรมยังคงทันสมัยอยู่เสมอ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องดำเนินชีวิตและแนวทางในการบริหารงานได้เป็นอย่างดี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหลักธรรมดังกล่าวเป็นความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ที่เรียกว่า “สัจธรรม” ปฏิบัติได้เห็นผลได้อย่างแท้จริงอยู่ที่เราจะนำหลักธรรมข้อใดมาใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด สำหรับนักบริหารก็มีหลักธรรมสำหรับยึดถือและปฏิบัติอย่างมากมาย ซึ่งได้นำเสนอไว้บ้าง เรื่องที่สำคัญดังต่อไปนี้
สวัสดีวันหยุดครับ