วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วันนี้วันพระ (๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๔)

การให้อภัย

ความโกรธเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง ยิ่งโกรธนาน โกรธไม่เลิก มันเป็นตัวทำลายการมีชีวิตอยู่ของเรา มันทำให้ชีวิตของเราไม่สมบูรณ์ เพราะทำให้สุขภาพจิตไม่ดี เราต้องฝึกให้อภัย อภัยทั้งตัวเองและผู้อื่น





การอภัยให้ตัวเองไม่ใช่เพื่อจะทำอย่างที่ผิดมาแล้วอีก แต่เป็นการตั้งต้นใหม่ที่จะไม่ทำอย่างนั้นอีก เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ชีวิตพบความดีงามชื่นใจกับวิถีใหม่ๆ คนเราย่อมทำผิดพลาดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อผิดพลาดไปแล้ว จะต้องทำผิดเช่นนั้นเรื่อยไป หรืออยู่กับการรับโทษทางใจเช่นนั้นเรื่อยไป เรายุติมันด้วยการให้อภัยและเริ่มต้นวิถีใหม่ในความดีงาม เรามีสิทธิ์ที่จะมีความสุขบนวันเวลาใหม่ๆ กับสิ่งดีงามใหม่ๆ ที่เราดำเนิน


พระพุทธเจ้าสอนว่า

จิตที่เต็มไปด้วยธรรมะเป็นจิตที่มีความสร้างสรรค์มากเพราะไม่มีอะไรบกพร่อง พร้อมที่จะช่วยคนอื่นได้โดยไม่หวังอะไรตอบแทนเขาจะรักหรือไม่รักเรื่องของ เขาแต่เราจะให้

ชยสาโร ภิกขุ

ผู้ใดทำบาปไว้แล้ว ละได้ด้วยการทำดี ผู้นั้นย่อมส่องโลกนี้ให้สว่าง เหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆฉะนั้น







พระท่านมักยกตัวอย่างองคุลิมาลว่าฆ่าคนมา ๙๙๙ คน ยังเป็นพระอรหันต์ได้ เราเองได้ทำบาปมากเท่าท่านหรือจึงอภัยไม่ได้ หากแต่ได้ท่านองคุลิมาลมาเป็นกำลังใจแล้ว ก็ควรเร่งปฏิบัติธรรมตามท่านต่างหากจึงจะสมควร แม้เราจะไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แต่เราก็ยังเดินตามรอยพระอรหันต์ ย่อมเป็นสิ่งดีกับชีวิตเราอย่างแน่นอน

การอภัยให้ผู้อื่น นี่ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อเราโกรธใคร สังเกตมั้ยว่าเขาไม่ได้รู้เรื่องด้วย ใจเราเองต่างหากที่ถูกไฟโกรธเร่าร้อนเผาผลาญ ทำไมไม่รักใจเราเอง

แจ๊ค แคนฟิลด์ นักสร้างกำลังใจผู้เขียนงานขายดีไปทั่วโลก ได้พูดไว้ว่า

การไม่ให้อภัย คือ การที่คุณดื่มยาพิษ และหวังจะให้ผู้อื่นตาย

เป็นประโยคที่ฉันเห็นว่าให้ภาพของการไม่ให้อภัยได้ชัดเจนที่สุดเลย มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

อย่างไรก็ตาม การให้อภัยเป็นสิ่งดีกับหัวใจแน่ๆ ไม่ว่าคุณจะใช้วิธีการอย่างใดก็ตามเมื่ออภัยไปแล้ว ชีวิตจะเหมือนรุ่งอรุณ แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นย่อมเจ็บร้าว ทรมานแต่เราจะจมอยู่ในความมืดนั้นไปอีกนานเท่าใดและเพื่ออะไร

หญิงสาวคนหนึ่งมีชีวิตตกต่ำอย่างที่สุด จนวันหนึ่งเธอกำลังทรุดลงกับพื้นห้องน้ำ ขณะที่กำลังจะฆ่าตัวตาย และนาทีนั้นเธอก็เกิดแสงสว่างขึ้นในใจ เลิกฆ่าตัวตายและเดินทางออกไปทำสิ่งที่เธอต้องการจะทำหลายอย่าง จนเขียนหนังสือออกมาขายดิบขายดี และเป็นกำลังใจแก่ผู้อ่านที่ท้อแท้มากมาย ฉุดให้ผู้อ่านได้พบสิ่งดีๆ ที่ตัวเองต้องการจะทำมากกว่าจะก่นแต่ความเศร้าหมองของชีวิต เธอได้กล่าวว่า การมีรอยแตก ทำให้แสงส่องเข้ามาได้

บางทีเราน่าจะนำมาใช้กับเรื่องของการให้อภัยได้ เมื่อหัวใจของเราเจ็บปวดจากการกระทำของคนอื่น เราจะยึดเหนี่ยวฉุดรั้งความเจ็บปวดไว้ในหัวใจทำไมหรือ ปล่อยให้แสงสว่างแห่งการให้อภัยเข้ามาโอบอุ้มดวงใจของเราดีกว่า เราเสียหายนักหรือถ้าจะไม่ได้โกรธเขา เขาจะล่องลอยไปถึงไหนหรือถ้าเราจะไม่ได้โกรธเขา

ท่านดาไลลามะแห่งทิเบต เขียนไว้ในหนังสือ เบิกบานในชีวิตและตายอย่างสันติว่า คนที่มาทำให้เราโกรธนั้น เขาเป็นอาจารย์สอนความอดทนให้เรา ซึ่งความอดทนนี้คือธรรมะข้อแรกที่ผู้ปฏิบัติพึงฝึกฝน เมื่อฝึกฝนได้แล้วย่อมเป็นกุศลแก่เรา แต่เราเองยังส่งอาจารย์ของเราไปลงนรกเสียอีก เพราะเขาได้ทำกรรมของเขา คือ มาทำเรื่องให้เราโกรธ ดังนั้น เราไม่ควรจะโกรธเขา แต่ควรจะขอบคุณเขาด้วย

ฉันพบว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ปลดปล่อยจิตใจอย่างวิเศษจริงๆ มีความรู้สึกได้ถึงสัมผัสแห่งสันติในใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เปี่ยมล้นและสุขเย็นยิ่งนัก ขอคุณจงให้อภัยเถิด เพื่อเราจะได้มีสันติในใจร่วมกัน

จาก ทำดีดอทเนต

ที่มา : http://bit.ly/kR3y6w

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว (๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๔)

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นสุภาษิตที่เราทั้งหลายได้ยินได้ฟังกันจนขึ้นใจ แต่เพราะเหตุใดคนทำชั่ว จึงได้ดิบได้ดี คนทำดีแทบตายกลับไม่ได้รับผลดีตอบสนอง แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะทำดีไปเพื่อประโยชน์อะไรกันเล่า!

มีหลายคนที่เกิดความสงสัยและเกิดความท้อแท้ในการทำความดี เพราะได้เห็นคนทำชั่วได้ดิบได้ดี เห็นคนทำดีไม่ได้รับผลดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่พวกเรานับถือกันอยู่ เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้


เราสงสัยหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดคนที่ทำชั่วด้วยกาย วาจา และด้วยใจ จึงได้ดิบได้ดี มีคนนับถือมากมาย แต่คนที่ทำดีด้วย กาย วาจาและด้วยใจ กลับถูกหมางเมิน ไม่มีใครสนใจ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ "กรรมเก่าบันดาล" ผู้ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ขอให้ท่านจงมีใจที่มั่นคงในความดี อย่าได้หวั่นไหวเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว"


ข้าพเจ้าขอนำเอาพุทธพจน์มาเป็นข้ออ้างอีกครั้ง ดังที่มีความปรากฎใน "มหากัมมวิภังคสูตร" โดยสังเขปดังนี้

พระพุทธเจ้าทรงมีดำรัส ว่า ดูก่อนอานนท์ เราไม่เห็นด้วยกับวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวว่า กรรมดีไม่มี วิบากของสุจริตไม่มี แต่เราเห็นด้วยกับวาทะของผู้ที่กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรัย มีความความเห็นชอบในโลกนี้และผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก

ส่วนวาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ผู้ใดเว้นขาดจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรัย มีความเห็นชอบ ผู้นั้นตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรกนี้เรายังไม่เห็นด้วย

ดูก่อนอานนท์ บุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรัย มีความเห็นชอบในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรกนี้ เป็นเพราะว่าเขาได้ทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อนๆ หรือในกาลภายหลัง หรือว่าในเวลาจะตาย มีมิจฉาทิฐิพรั่งพร้อมสมาทานแล้ว เพราะฉะนั้น เขาตายไป จึงเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก

ถ้าหากเราเข้าใจเรื่องกรรมและกฎแห่งกรรมอย่างถ่องแท้และถูกต้องแล้ว เราจะหมดความสงสัยในเรื่องนี้ แต่เพราะเรายังไม่เข้าใจกรรมและกฎแห่งกรรม เราจึงยังมีความสงสัยอยู่ กรรมแต่ละอย่างมีเวลาให้ผลที่แตกต่างกัน ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อใดที่กรรมดียังไม่ให้ผล คนก็จะเข้าใจว่าทำดีไม่ได้ดี เมื่อใดที่กรรมชั่วยังไม่ให้ผล คนยังเสวยผลกรรมดีเก่า ๆ ของตนอยู่ ก็จะเข้าใจว่าทำชั่วได้ดี แต่เมื่อใดที่กรรมดีให้ผล คนทำดีก็จะเชื่อว่า ทำดีได้ดี และเมื่อกรรมชั่วให้ผล คนทำชั่วจะคิดเสียดายที่ไม่ได้ทำดี...

เขียนโดย พิรพัฒน์ ศุรัตนลักข์

ที่มา : http://bit.ly/lgpvrr

บุญปั๋นคนซื่อ (๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๔)

คืนหนึ่งเวลาก็เกือบๆ ๕ ทุ่มเห็นจะได้ ผมกับลูกน้องสายตรวจรถยนต์ออกตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่อำเภอพานตามปกติ
สวัสดีค่ะพ่อ สวัสดีค่ะพ่อ” โทรศัพท์มือถือของผม (๐๘๔-๖๘๗๘๑๘๑) ซึ่งตั้งการโทรเข้าเป็นเสียงพูดของลูกสาว(คนสวยที่สุดในโลก(ในสายตาของผม) ตามที่เธอบังคับและจัดการบันทึกให้พ่อเขา) ดังขึ้น หยิบขึ้นมาดูหมายเลขที่โทรเข้า ๐๘x-xxxxxxx
สวัสดีครับ สวป.สุพจน์ครับ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” ผมยกโทรศัพท์ขึ้นรับสาย
สวัสดีเจ๊าอ้าย สวป. รบกวนจ้วยมาตรวจตี้ร้านหน่อย กลัวจะมีเหตุบ่ดีน่ะเจ๊า” เสียงเจ๊เจ้าของร้านอาหารร้านหนึ่งซึ่งผมรู้จักดีนั่นเอง
ได้เลยครับเจ๊ ผมจะไปเดี๋ยวนี้ รอกำเน้อ” ผมตอบทันทีโดยไม่ถามว่าเป็นเหตุอะไรด้วยจิตและวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ (แฮ่ะๆๆ)



อึดใจต่อมารถสายตรวจก็มาจอดหน้าร้าน ผมกับลูกน้องเดินลงไป เจ๊แกก็เข้ามาต้อนรับ
เรื่องหยังครับเจ๊” ผมถาม
ก็แขกในร้านน่ะเจ๊า” เจ๊แกพูดและชี้เข้าไปในร้านซึ่งคืนนี้แขกค่อนข้างมากสักหน่อย “หน้าตาอย่างกับถูกวัยรุ่นซ้อมมาจะใดจะอั๊นเลยเจ๊าอ้าย สวป.
เอ้า ถ้างั้นพาผมเข้าไปดูหน่อย" ผมพูด แล้วเจ๊แกก็พาเข้าไปที่โต๊ะๆหนึ่งอยู่ประมาณกลางๆ ร้าน โต๊ะนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งอายุก็ประมาณ ๓๐ แก่ๆ นี่แหละ นั่งคนเดียว ไม่พูดไม่จากับใคร ในมือถืออะไรซักอย่างเป็นกระดาษขนาด A๔ ซึ่งมี ๒-๓ แผ่น หน้าตาเท่าที่เห็นจากไฟสลัวๆ รู้สึกจะปูดโน เขียวช้ำไปหลายแห่งเหมือนกัน เอ๊ะ หรือว่าจะถูกวัยรุ่นซ้อมมาเหมือนกับที่เจ๊แกบอกจริง ๆ



สวัสดีครับ ผม สวป.พานครับ” ผมพูดกับหนุ่มคนนั้น
สวัสดีครับอ้าย สวป.” หนุ่มคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาพูดกับผม “แหม!! นึกว่าไผ วันนี้ออกตรวจเหมือนเดิมก๊ะ ขยันแต๊ๆ อ้ายของผมคนนี้
ผมเห็นหน้าหนุ่มคนนี้ปั๊บก็รู้เลยว่าเป็นใคร บุญปั๋น นั่นเอง ครับแกชื่อบุญปั๋น ผมรู้จักดี แต่ก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะเท่าที่รู้จักมา ๓-๔ ปีนี่น้องบ่าว(น้องชาย)คนนี้แกไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครทั้งนั้น แม้จะเที่ยวเตร่ ดื่มเหล้าดื่มเบียร์บ้างก็ไม่เคยมีเรื่องหรือหาเรื่องหาราวอะไรกับใคร แถมยังรู้ดีอีกต่างหากด้วยนะครับว่าแกเป็นคนค่อนข้างจะซื่อ ซื้อ ซื่อ ว่างั้นเถอะ มีอะไรๆ แกจะพูดจะบอกกับผู้ใหญ่(ที่)บ้าน (คำที่ผมเคยเซ้ยเคยแซวน้องบ่าวคนนี้น่ะครับ) ทุกอย่างเลย ไม่มีปิดบังซ่อนเร้น เอ๊!!!!!! แล้วเหตุไฉนจากคนที่ไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครวันนี้หน้าตาเหมือนกับโดนซ้อมมาก็ไม่ปาน



สวัสดี บุญปั๋น” ผมพูดตอบ “เป็นจะใด มาเมิน (นาน) แล้วก๊ะ
ก็ราวๆ ซัก ๔ ทุ่มกึ่งนั่นแหละอ้าย” บุญปั๋นตอบ “เสี้ยง (หมด) เบียร์ไปเกือบขวดแล้ว
เบียร์เบออย่าดื่มให้มากนักก็แล้วกัน เดี๋ยวเมาแล้วขับรถกลับจะถูกจับข้อหาเมาสุราขณะขับรถได้ โทษถึงติดคุกนะ” ผมเตือน
อ้าย สวป.บ่ต้องห่วงหรอกครับ อ้ายก็ฮู้จักผมดี เรื่องนั้นผมบ่ยะหื้ออ้ายบ่สบายใจ๋แน่ เจื้อเต๊อะ” บุญปั๋นพูด
เอ้อ ถามหน่อยได้ก่อบุญปั๋น” ผมพูดต่อ “ตั้งแต่ตี้อ้ายฮู้จักตัวมาน่ะ ก็บ่เกยเห็นมีเรื่องมีราวกั๊บไผ แล้วจะใดวันนี้หน้าเน่อไปโดนหยังเหมือนถูกซ้อมแบบนี้ล่ะ ไผซ้อม อ้ายจะไปจับมันเอง
ขอบคุณครับอ้าย” บุญปั๋นตอบ “แต่เรื่องนั้นบ่ต้องกังวลหรอกครับ ผมบ่เอาเรื่องเอาราว อโหสิหื้อเปิ้นแล้ว
เอ้า แล้วมันเรื่องหยังล่ะ บอกหน่อยบ่ได้ก๊ะ” ผมรุก
สำหรับอ้าย สวป.ผมบ่มีหยังปกปิดครับ จะเล่าหื้อฟังก็ได้” บุญปั๋นบอกพร้อมยกเบียร์ที่เหลือแก้วสุดท้ายขึ้นจิบนิดหน่อย “เรื่องของเรื่องก็คือว่าตะวา (เมื่อวาน) ผู้จัดการบริษัทตี้ผมยะการอยู่น่ะเปิ้นเอาเอกสารหื้อพนักงานกรอก ผมฮับมาแล้วก็กรอกน่ะครับ กรอกจนหมดทุกข้อเลย บ่มีตกหล่น ตกเย็นถึงบ้านก็เอาไปหื้อผู้ใหญ่(ที่)บ้านของผมผ่อ(ดู) แล้วซักกำหน้าตาผมก็เป็นแบบนี้นี่แหละครับอ้าย” บุญปั๋นพูดและชี้ไปที่หน้าของตัวเองแล้วทำท่าเหมือนกับจะร้องไห้พร้อมยกเบียร์ที่เหลือในแก้วกระดกเข้าคอจนหมด
เอ๊ะ เอกสารอะไร” ผมถาม
ก็เอกสารแบบนี้ไงครับ อ้าย สวป.ฮือๆๆๆ” บุญปั๋นตอบแล้วเอาเอกสารกระดาษ A๔ ที่อยู่ในมือมาให้ผมดู













เฮ้อ แบบนี้อ้ายก็บ่ฮู้ว่าจะจ้วยได้จะใดเหมือนกันบุญปั๋นคนซื่อ(.....) ไปเคลียร์เองคนเดียวก็แล้วกั๋นเน้อ

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ถูกหวยสามตัวแต่ไม่ได้สตางค์ (๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๔)

หน้าที่อย่างหนึ่งของงานสายตรวจก็คือการออกตรวจดูแลความเรียบร้อยทั่วไปในพื้นที่ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสถานบริการและร้านอาหาร แล้วก็อำเภอพานที่ผมรับราชการอยู่เนี่ยถือว่าโชคดีมากเลยทีเดียวครับ ทุกร้านให้ความร่วมมือดี๊ดี ไม่มีเหตุหรือการทำผิดกฎหมายอะไรเลยนะ ขอบอก

เรื่องที่จะเล่าให้ฟังวันนี้ก็คือวันหนึ่งซึ่งตรงกับวันหวยออก (วันที่ ๑๖) ผมกับสายตรวจรถยนต์ออกตรวจตามปกติ แล้วก็เหมือนเดิมครับไม่มีเหตุอะไรซักอย่าง ปลอดโปร่งมาก ตรวจไปตรวจมาจนถึงร้านอาหารร้านหนึ่งเวลาก็เกือบๆ ๕ ทุ่มเห็นจะได้ เมื่อจอดรถแล้วก็พากันเดินเข้าไปในร้าน เจ๊เจ้าของร้านและเด็กเสิร์ฟซึ่งมี ๖ คนเข้ามาต้อนรับ คืนนั้นแขกมีอยู่โต๊ะเดียวเองครับ น่าเห็นใจเหมือนกัน เงียบเหงา(มากไป)หน่อย หลังจาก say hello โอภาปราศรัยกับละอ่อนเสิร์ฟและเจ๊แล้วก็เดินไปทักทายแขกที่กำลังดื่มเบียร์อยู่ที่โต๊ะกลางร้านพร้อมกับเจ๊แก



สวัสดีครับ สวป. เป็นจะใดพ่อง บ่ได้ป๊ะกั๋นเมิน สบายดีก่อ” ชายที่นั่งที่โต๊ะหันมาทักทายก่อน

โอ๊ สวัสดีครับ แหม นึกว่าไผ อ้ายสมเองก๊ะ มาเมิน(นาน)แล้วก๊ะอ้าย” ผมทักทายตอบเป็นกำเมือง

อ้ายสมหรือพี่สมคนนี้แกเป็นคนเริงร่า พูดจาสนุกสนาน ไม่มีพิษมีภัยกับใคร ไม่ว่าเจอที่ไหน เมื่อไร ไม่มีล่ะครับที่จะเห็นแกหน้าบูดเบี้ยวบึ้งตึง ใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม ทุกคนที่รู้จักจะรักแกด้วยกันทั้งนั้นรวมถึงตำรวจสายตรวจอย่างพวกผมด้วย แล้วที่สำคัญแกมักจะมีมุกเด็ดๆ มาพูดมาคุย (รวมถึงมาอำ) เสมอๆ เลยล่ะ

ก็ซักกำนี่แหละ” (เมื่อสักครู่นี่แหละ) อ้ายสมตอบ

อ้าย สวป.เจ๊า” เสียงเจ๊เจ้าของร้านพูดขึ้นฮู้แล้วบ่ดีบอกไผหนา” (รู้แล้วอย่าบอกใครนะ)

เรื่องหยังเจ๊” (เรื่องอะไรหรือ) ผมถาม

ก็ซักกำเนี่ย ข้าเจ้าได้ยินอ้ายสมบอกว่าเปิ้นถูกหวย ๓ ตัวก่อนหนา (เลยนะ) แหม ซื้อตั้ง ๑๐ ใบแถมเลขเดียวกันอีกต่างหาก คงได้หลายหมื่นแน่เลย” เจ๊แกเล่นพูดซะดังจนเด็กเสิร์ฟในร้านได้ยินกันหมดแล้วหันมามองหน้าอ้ายสมเป็นตาเดียวกันแถมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ (แหม!!แล้วยังมีหน้ามาพูดว่ารู้แล้วอย่าบอกใคร เฮ้อ เจ๊)

แน่นอน ชัวร์ปึ้ก สวป.” อ้ายสมพูด “ผมถูก ๓ ตัว

โอ้โฮ อ้ายคงได้หลายหมื่นน้อ ดีใจตวยเน้ออ้าย” ผมพูด

บ่ต้องมาดีใจ๋กับผมหรอก สวป. ซักบาทก็ยังบ่ได้เลย” อ้ายสมพูดแล้วทำหน้าทำตาเหมือนจะร้องไห้


อ้าว ก็อ้ายซื้อหวย ๑๐ ใบแถมเลขเดียวกันแล้วก็ถูก ๓ ตัวบ่ใจ้ก๊ะ” ผมถามย้ำ

แม่น ซื้อมาจากอี่น้องคนอีสานตัวตุ้ยๆ (อ้วนๆ) ที่ สวป.ชอบซื้อแล้วก็บ่เกยถูกเลยซักเตื้อฮั่นเนาะ” อ้ายสมตอบ

แหม พอทีตัวเองถูก ๓ ตัวตั้งสิบใบแต่เราไม่เคยถูกเลยยังมาเยาะเย้ยกันอีก อ้ายสมน้ออ้ายสม” ผมนึกในใจ

แล้วทำไมไม่ได้ตังค์ล่ะอ้าย” ผมถามดังๆ “หรือว่าเป็นหวยปลอม

บ่ปลงบ่ปลอมตึงนั้น ของแต๊” อ้ายสมพูด

อ้าว หวยก็ของแต๊ แล้วอ้ายก็ถูก ๓ ตัวเป็นหยังบ่ได้ตังค์ ผมบ่เข้าใจ๋” ผมถามอ้ายเขา

มันจะได้ได้จะใดเล่า สวป. ก็ไอ้ตี้ว่าถูก ๓ ตัวน่ะมันเป็น ๓ ตัวแรก แต่ ๓ ตัวหลังมันบ่ใจ้น่ะ แล้วแหมอย่าง ผมก็บ่ได้บอก สวป.ว่าผมถูกเลขท้าย ๓ ตัวซักหน่อย สวป.กึ๊ดไปคนเดียวต่างหาก เหอๆๆๆๆ

อ้ายสมพูดเสียงดังลั่นร้านแล้วยกเบียร์ขึ้นดื่มต่อพร้อมหัวเราะชอบใจที่หลอกตำรวจได้

*****************************************
รัุกตำรวจ เกลียดตำรวจ มีปัญหาอย่าลืมเรียกใช้ตำรวจนะครับ

สวัสดีครับผม

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ภ.จว.เชียงรายมีหนังสือชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ (๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔)

ที่มาของหนังสือชมเชยฉบับนี้ืในส่วนของ สภ.พาน กรุณาคลิกดูได้ที่ Link ด้านล่างนะครับ

http://supote2503.blogspot.com/2011/06/blog-post_06.html


















และนี่คือหนังสือให้ผมไปปฏิบัติราชการที่ สภ.เวียงป่าเป้าในเวลาต่อมา

สวัสดีเวียงป่าเป้า (๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔)

วันนี้ผมเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่สารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเวียงป่าเป้าตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายที่ ๕๓๕/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ ที่ให้ผมมาปฏิบัติเป็นเวลา ๓ เดือนนับตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายนนี้เป็นต้นไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆ หลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Facebook (http://facebook.com/supote.matcha)บอกว่าไม่เห็นบอกกล่าวกันบ้างเลย น้อยใจแล้วล่ะประมาณนั้น แต่...เรื่องนี้ผมเองก็ไม่รู้มาก่อนเหมือนกันเพราะเมื่อวานคือวันที่ ๒๐ มิถุนายนซึ่งคำสั่งนี้มีผลผมก็ยังไม่รู้ ตำรวจที่โรงพัึกพานตั้งแต่ผู้กำกับการลงมาก็ไม่รู้ คำสั่งเพิ่งไปถึงโรงพักพานเวลาราวๆ ใกล้สามโมงเย็นซึ่งช่วงเวลานั้นผมยังทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่นักเรียนโรงเรียนพานพิเศษพิทยาเรื่องยาเสพติดอยู่เลย พอไปถึงโรงพักก็เห็นคำสั่งนี้แทบจะพร้อมๆ กับเจ้าหน้าที่สารบรรณที่รับหนังสือคำสั่งนี้จึงไม่มีเวลาเตรียมตัวหรือแม้จะบอกกล่าวกับใคร ต้องขอโทษด้วยนะครับ

"การเป็นข้าราชการนั้นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา่คือสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด" ผมถือและปฏิบัติืลักษณะนี้มาตลอดและไม่เคยมีความน้อยอกน้อยใจอะไรทั้งสิ้น คำสั่งต้องเป็นคำสั่งและต้องปฏิบัติ นี่ผมคิดและัถือปฏิบัติอย่างนี้เสมอ ทีนี้เมื่อได้รับคำสั่งแล้วแม้ว่าช่วงที่รับทราบนั้่นจะมีผลคือตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ เป็นต้นไปแล้วก็ตามก็ต้องดำเนินการ แต่ครั้นจะไปรายงานตัวในวันนั้นก็ติดขัดอะไรหลายอย่าง อย่างเช่นเวลาก็เกือบหมดวันแล้ว ระยะทางก็ไกลพอสมควร (เวียงป่าเป้าห่างจากอำเ้ภอพานไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร) จึงประสานไปยังผู้บังคับบัญชาโรงพักเวียงป่าเป้าว่าขอเลื่อนการรายงานตัวเป็นวันพรุ่งนี้ซึ่งก็คือวันนี้ ผู้บังคับบัญชาก็ใจดีบอกว่าไม่เป็นไรพรุ่งนี้มารายงานตัวก็ได้

เมื่อถึงวันรุ่งขึ้นซึ่งก็คือวันนี้ตอนเช้าผมออกจากบ้านเดินทางไปที่โรงพักพานเพื่อรับเอกสารหนังสือส่งตัวแล้วออกเดินทางไปเมื่อราวๆ เก้าโมงกว่าๆ ไปถึงโรงพักเวียงป่าเป้าประมาณสิบโมงครึ่ง เมื่อไปถึงก็ลงประจำวันไว้ตามระเบียบเสร็จแล้วไปดูสถานที่ทำงานใหม่

โรงพักเวียงป่าเป้าช่วงที่ผมเดินทางไปถึงนั้นอาคารหลังเก่าถูกรื้อทิ้งหมดแล้วอยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ซึ่งขณะที่เห็นยังไม่มีอะไรมากไปกว่าการปรับดินให้เรียบ ที่ทำงานใหม่ของตำรวจเวียงป่าเป้าใช้หอประชุมส่วนอำเภออำเ้ภอฝั่งตรงข้ามอาคารสถานีซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาทำงานที่นี่กัน ส่วนงานสืบสวนที่ผมมารับหน้าที่นั้นใช้อาคารเรือนแถวตำรวจด้านหลังอาคารสถานีเก่้าเป็นที่ทำงานจำนวน ๑ ห้องอยู่ด้านเหนือสุด ถัุึดไปก็เป็นที่พักของตำรวจและครอบครัว ผมอยู่ที่ตรงนี้กับลูกน้องชั้นประทวนอีก ๙ คนรวมเป็น ๑๐ คน ที่ทำงานค่อนข้างแคบ (แคบกว่าห้องทำงานของผมที่โรงพักพานเสียอีก) แต่ไม่เป็นไรครับสำหรับพวกเราตำรวจไทยทำได้เสมอสนุกดีด้วยซ้ำที่จะได้อยู่กันอย่างใกล้ชิด ๑๐ ชีวิตของพวกเราซึ่งมีผมเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรเพียงคนเดียวที่เหลือเป็นชั้นประทวน (โรงพักเวียงป่าเป้าไม่มีตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนครับ)

ผมเองตั้งแต่จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจมาจนถึงบัดนี้ไม่ค่อยได้ทำงานด้านสืบสวนมากนักส่วนใหญ่จะเป็นงานสอบสวนและงานป้องกันปราบปราม แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองงานที่พูดถึงนั้นจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนเข้ามาปะัปนอยู่ด้วยเสมอเพราะฉะนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นงานใหม่สำหรับผม

ดูที่ทำงานใหม่ทั้งสถานที่และห้องทำงานแล้วก็ขออนุญาตผู้บัึงคับบัญชาลากิจ ๓ วันเพราะต้องไปตระเตรียมข้าวของซึ่งจะนำมาใช้ชีิวิตที่เวียงป่าเป้านี้เนื่องจากที่บอกตอนต้นนั่้นแหละครับว่าผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าจะมีคำสั่งออกมาและคำสั่งที่ออกมานั้นผมรู้เมื่อช่วงเย็นเมื่อวานนี่เองจึงไม่มีเวลาเตรียมอะไรเลย อีกอย่างหนึ่งที่ทำงานใหม่ (จำนวน ๓ เดือน) ของผมนั้นอยู่ห่างจากบ้านที่พะเยาร่วมๆ ๑๐๐ กิโลเมตรก็ต้องปักหลักหลับนอนกันที่เวียงป่าเป้านั่นแหละ จะกลับบ้านคงประมาณวันหยุดหรือโอกาสอำนวยเท่านั้นจึงต้องเตรียมอะไรหลายๆ อย่างที่จะนำไปใช้


ผมขอสัญญาว่าจะทำหน้าที่ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายครั้งนี้อย่างเต็มกำลังความสามารถและดีที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งพึงจะมีเพื่อ "พี่น้องประชาชน" อันเป็นที่รักของพวกเรา "ตำรวจไทย" ตลอดไป

สวัสดีเวียงป่าเป้า

ไปปฏิบัติราชการ สภ.เวียงป่าเป้า (๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๔)

ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งที่ ๕๓๕/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๔ ให้ผมไปปฏิบัติราชการในตำแหน่งสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔ มีกำหนด ๓ เดือนครับ








ขอขอบคุณพี่น้องเมืองพานที่รักของผมทุกคนนะครับ แล้วผมจะกลับมาใหม่





และนี่คือผลงานที่ผมต้องไป "สวัสดีเวียงป่าเป้า"

























บันทึกเพิ่มเติม : ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗

เหตุการจับกุมคดียาเสพติดรายนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๔ ซึ่งนับถึงวันนี้ (๒๒ มกราคม ๒๕๕๗) ก็ปาเข้าไป ๒ ปีครึ่งจนคดีนี้ศ่าลพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดเสร็จสิ้นนานแล้วแต่จากการสอบถามน้องๆ ตำรวจที่ไปจับกุมถึงเงินรางวัลนำจับปรากฏว่ายังไม่มีใครได้เลยสักคน ผมจึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ได้ความว่าเสนอเรื่องไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับมาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทำให้น้องๆ คนจับกุมรวมถึงผมซึ่งโดนหางเลขต้องไปช่วยราชการที่ สภ.เวียงป่าเป้าเป็นเวลาถึง ๓ เดือนด้วยรู้สึกผิดหวังการทำงานหรือระบบตำรวจเราอยู่พอสมควร

อย่างว่าแหละครับ วงการตำรวจเวลามีเรื่องอะไรที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าการดำเนินงานค่อนข้างช้าจนช้ามากๆ แทบไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร แต่หากใครสักคนไปทำมิดีมิชอบขึ้นมา แหม กลับเร่งซะจนถึงขนาดนี้คนคนนั้นยังไม่ถึงพักเลยคำสั่่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนมารออยู่แล้ว นึกๆ ไปก็น่าเอน็จอนาถใจเหมือนกัน

พ.ต.ท.สุพจน์ มัจฉา