วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สวัสดีวันหยุด (๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้วันหยุด แต่เป็นเพียงแต่หยุดราชการเท่านั้นครับพี่น้อง งานบ้านหยุดได้ซะที่ไหนล่ะ ซ้ำมีงานมากกว่าวันปกติเป็น ๒ เท่าทวีคูณเลยทีเดียว แต่ไม่มีปัญหาครับ เรื่องแบบนี้กล้วยๆ ทำๆ ไปเถอะโดยเฉพาะคุณๆ ผู้ชายทั้งหลายแล้วรับรองจะโล่ง....หูสุดๆ เลย อ้ะอ๊า

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ความหรูหราไร้รากในโลกตำรวจ? : โลกตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข (๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

บรรยากาศที่โต๊ะรับประทานอาหารเต็มไปด้วยอาหารนานาชนิด นายตำรวจนั่งรอบโต๊ะโดยมีประธานนั่งหัวโต๊ะผ้ากันเปื้อนแบบผูกคอถูกนำมาแจกให้ทุกคน มีตำรวจไม่น้อยกว่า ๔ นายทำหน้าที่เสิร์ฟและดูแลเมื่อ "นาย" แสดงท่าทีต้องการให้บริการเพิ่มเติมอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เสมือนหนึ่งว่าเป็นบริกรมืออาชีพ หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้วบรรดาของคาวของหวานถูกทยอยนำมาเสิร์ฟทั้งประเภทของหวานร้อน ของหวานเย็นและผลไม้

ความสุขที่เสิร์ฟได้นี้เกิดขึ้นในที่ทำงานเวลาเที่ยง ภาวะของการนั่งแช่รับประทานอาหารอย่างมีความสุขและหรูหรานี้เป็นภาพบรรยากาศที่แตกต่างและดูขัดแย้งกับสถานะและบทบาทหน้าที่ของความเป็นตำรวจไทย

ตำรวจไทยที่ถูกรับรู้ว่ามีภาระงานจำนวนมากและต้องทำงานในบริบทของทรัพยากรที่จำกัด ขาดแคลนความหรูหรา (โดยเฉพาะเรื่องการกิน) จึงไม่น่าจะใช่โลกของตำรวจ(ไทย) วัฒนธรรมการกินดื่มอย่างสำราญโดยให้ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามาร่วมสังสรรค์ กินดื่ม และดูแล เป็นภาพที่แสดงให้เห็น "อัตลักษณ์ของผู้เป็นนาย" ที่ให้ความสำคัญกับการ"กินมากกว่า "การทำงาน

การดื่มไวน์จนมีอาการมึนเมาจนเสียกิริยาในอาณาบริเวณพื้นที่ราชการเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นในโลกของตำรวจ...ผู้ใต้บังคับบัญชาคงไม่หาญกล้าที่จะท้วงติง โต้แย้ง แต่ผู้นำควรมีสำนึกว่าการกระทำที่เหมาะสมและไม่ทำให้ภาพลักษณ์ของความเป็นตำรวจเสียหายควรเป็นเช่นไร?

ความหรูหราในการกินดื่ม การจัดเลี้ยงสังสรรค์ การเปิดโอกาสให้เหล่าบรรดาตำรวจจำนวนมากเข้ามาสวามิภักดิ์ยังนิยมกระทำในรูปแบบของการจัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิด...เสมือนหนึ่งว่าเป็นการเช็กยอดว่าใครคือพวกเดียวกัน" เป็นการมารายงานตัวและกระทำพฤติกรรมแลกเปลี่ยนในรูปแบบต่างตอบแทน

ไม่มีคำกล่าวอ้างว่า "ติดภารกิจ"

ไม่มีคำอุทธรณ์ว่า "ไกล"

ไม่ว่าจะมีภารกิจมากมายที่จะต้องดำเนินการหรือไกลสุดหล้าฟ้าเขียวต้องข้ามน้ำข้ามทะเลก็สามารถดึงดูดใจให้เหล่าบรรดาตำรวจผู้นิยมพิธีกรรมสวามิภักดิ์และเชื่อมั่นในวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนเดินทางไปร่วมพิธีกรรมดังกล่าวอย่างหน้าชื่น และในที่สุดบุคคลเหล่านี้จะได้ขึ้น(เลื่อนยศ) ได้ดิบได้ดี ได้ในสิ่งที่ชอบที่ชอบ(ตำแหน่งที่หมายปอง)

อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย หากไพร่พลตำรวจมีนายเช่นนี้!!?!!

นายที่ให้ความสำคัญกับอาหารอร่อย ...การกิน?

นายที่ให้ความสำคัญกับไวน์ชั้นดี....

นายที่ต้องการการดูแล เอาอกเอาใจ สอพลอ "ครับนาย...ครับนายครับ

นายที่โตขึ้นมาเป็นนายเพราะการเอาอกเอาใจ...วิ่งเพื่อหาตอ.ตั๋ว และตั้งแต่ทำงานไม่เป็นรวมถึงไม่สนใจทำงานนายที่ดีแต่พูด...แต่ไม่เคยลงมือทำ


นายที่ทำเป็นแต่งานประชาสัมพันธ์(ตัวเอง)

นายที่สร้างภาพลักษณ์(เทียม)เป็นตำรวจมืออาชีพ...โดยมีลิ่วล้อคอยเอาผลงาน(ของคนอื่น)มาให้โชว์ออกสื่อ หากตำรวจมีนายที่ดีก็จะนำพาให้ไพร่พลเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดีไปด้วย ตำรวจที่ทำงานอย่างเข้มแข็งที่สะท้อนให้เห็นไหวพริบและความสามารถทางปัญญาในการแก้ปัญหา ทำตัวติดดิน กินง่ายอยู่ง่าย หากแต่มีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน เกาะติดการทำงานกับทีมงานร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหาในกระบวนการทำงานเพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานที่บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพนั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการพิจารณาให้มาเป็นนายหรือเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์...แต่ในอดีตที่ผ่านมาตำรวจที่มีคุณลักษณะเช่นนี้มีโอกาสได้ขึ้นเป็นนายระดับสูงน้อยมาก

นายตำรวจที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เลื่อนลอย หรูหราไร้รากคอยที่จะได้หน้าจากผลงานของลูกน้องโดยมิได้เป็นผู้นำการทำงานของลูกน้องอย่างแท้จริงนั้นไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมาเป็นผู้นำทีม...การกระทำที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้นิยมใช้ชีวิตแบบหรูหรานั้นขัดต่ออุดมคติของตำรวจ

หากใช้คุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นนายตามเกณฑ์พฤติกรรมการทำงานและการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับอุดมคติตำรวจ...เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ดำรงตนในยุติธรรม กระทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต...นั้นน่าจะทำให้การบริหารงานในโลกของตำรวจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในห้วงเวลาของการเฟ้นหาผู้ที่จะมาเป็น "หัว" ของพลพรรคสีกากียามนี้ เป็นห้วงเวลาที่สำคัญยิ่ง หากเห็นแก่ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ความสงบสุขและความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้งแล้วนั้น ผู้นำรัฐบาลและผู้มีอำนาจคงจะใช้สติและปัญญาในการพิจารณาความเหมาะสมโดยมุ่งเน้นการทำงานให้สมศักดิ์ศรีของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทย

ที่สำคัญคือ...อย่าลืมว่า

เลือกผู้นำตำรวจ มิใช่เลือกผู้นำทางการเมือง

เลือกผู้บริหารงานตำรวจ มิใช่เลือกผู้บริหารงานประชาสัมพันธ์

อย่าคิดว่าคนที่วิ่งเข้าหา ยอมสวามิภักดิ์ และติดอยู่ในวังวนของวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนจะเป็นผู้นำตำรวจที่ดี

อย่าลืมว่าองค์กรตำรวจในปัจจุบันกำลังดำเนินอยู่ท่ามกลางบริบทของวิกฤติศรัทธาจากประชาชนเช่นเดียวกับรัฐบาลที่กำลังพบกับมรสุมวิกฤติศรัทธาเช่นเดียวกัน

ดังนั้น การแต่งตั้งอัศวินมากู้วิกฤติจึงเป็นสิ่งจำเป็น!

ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมหรือเผลอตัวเลือกผู้นำการเมืองมาเป็นผู้นำตำรวจก็แล้วกัน

เดี๋ยวแผ่นดินจะระอุร้อนเป็นไฟ!!!

ที่มา : http://goo.gl/ZfO4S

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วันนี้ที่ ภ.จว.น่าน (๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้วันศุกร์ซึ่งหลายๆ คนถือว่าเป็น "วันเสาร์น้อย" โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่ทำงานตามวันเวลาราชการเพราะช่วงเย็นหลังเลิกงานก็จะได้พักผ่อนหย่อนใจไปจนถึงเช้าวันจันทร์โน่น แต่จะอย่างไรก็ตามไม่ว่าวันไหน อย่างไร ถ้ามีงานก็ต้องทำ แล้วก็ทำให้ดีที่สุดด้วยถึงจะถูกต้อง ผมว่างั้นนะ สำหรับผมวันนี้งานที่ ภ.จว.น่านตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาก แต่ผิดคาดครับงานเข้ามาเยอะเลย นี่ไม่นับรวมงานปกติที่ต้องมีต้องทำทุกๆ วันนะ งานที่เข้ามาจะกระจายไปตามแผนกงานต่างๆ เมื่อเจ้าหน้าที่เขาได้รับแล้วก็ทำอะไรต่อมิอะไรของเขาตามระเบียบ ตามอำนาจหน้าที่ก่อนจะนำเสนอผู้บังคับบัญชาโดยผ่านผมที่รับผิดชอบงานเหล่านั้น แต่อย่างว่าแหละการทำงานของเราเองอาจจะไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเชาอยู่หน่อยตรงที่ไม่ค่อยนั่งรอที่โต๊ะแล้วให้น้องๆ นำงานมาเสนอหากผิดพลาดขาดตกบกพร่องตรงไหนก็ให้แก้ไขแล้วนำมาเสนอใหม่ ผมจะใช้วิธีเดินเข้าไปหาน้องๆ เขาที่ห้องทำงานครับ ถามว่ามีงานอะไรเข้ามาบ้าง เมื่อรู้ว่ามีงานอะไรก็ร่วมกับน้องๆ เขาทำที่โต๊ะหรือห้องทำงานเขาเลย ทำไปแก้ไป ปรับไปกันตรงนั้นเสร็จแล้วเมื่อตรวจดูว่าเรียบร้อยดีผมก็เซ็นแล้วน้องๆ เขาก็นำไปเสนอผู้บังคับบัญชา แบบนี้งานสำเร็จลุล่วงดีครับ ผมใช้แบบนี้ประจำ แล้วงานที่ว่าเยอะๆ วันนี้เลยรู้สึกเหมือนว่ามันมีน้อยไปด้วยซ้ำ แป๊บเดียวเองเสร็จแล้ว สบายๆ

เมื่องานประจำเสร็จแล้วก็ใช้เวลาว่างๆ ช่วงนั้นทำ "หน้าที่ประจำที่สำคัญ" ต่อซึ่งก็คือนำข้อมูลเรื่องราว ข่าวคราวความเคลืื่อนไหวต่างๆ ของตำรวจน่านเราที่แต่ละคนหรือแต่ละ สภ.เสนอหรือรายงานเข้ามาไม่ว่าจะเป็นทางเฟสบุ๊ค,ไลน์กลุ่มตำรวจน่านหรือช่องทางอื่นขึ้นเผยแพร่ในเฟสบุ๊ค ภ.จว.น่านเพื่อให้พี่น้องประชาชนทั่วไปได้รับรู้รับทราบอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ผมถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของผมเหมือนกัน
หลังจากเลิกงานแล้วเนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์และผมทำงานอำนวยการที่ไม่ต้องมีเวรวันหยุดจึงเดินทางกลับบ้านที่อำเภอเมืองพะเยา ไปถึงช่วงเย็นๆ อากาศสบายๆ อย่างภาพหลังบ้านที่ผมถ่ายมาให้ดูด้านบนนี่แหละครับพี่น้อง

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วันนี้ที่ ภ.จว.น่าน (๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้มาทำงานที่ ภ.จว.น่านซึ่งเป็นงานอำนวยการที่ตามปกติก็ทำงานกันตามวันเวลาราชการนั่นแหละ แต่..นั่นคือสมัยก่อน สำหรับสมัยนี้งานอำนวยการสามารถถูกเรียกใช้และต้องทำงานได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกวันเวลาราชการครับเพราะมีอะไรหลายอย่างมากที่พวกเราต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ยิ่งตอนนี้มีเรื่องราว มีเหตุการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ กว่าสมัยก่อนเข้ามาหรือเกิดขึ้นอยู่ตลอด พวกเราก็ต้องพร้อมตลอดและพร้อมเสมอไม่ว่าวันไหน เวลาไหนหากมีงาน

เรื่องงานที่ทำยังคงเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมาครับ เพราะฉะนั้นก็จะไม่นำเสนอในส่วนนั้นแต่มีอยู่ ๒ เรื่องที่ขอบันทึกไว้ในบล็อกวันนี้หน่อยนั่นก็คือประกาศของตำรวจภูธรจังหวัดน่านที่เกี่ยวข้องกับงานจราจรซึ่งพี่น้องสมควรได้รับรู้รับทราบตามภาพด้านล่างนี้



ช่วงเที่ยงวันพักทานอาหารกลางวัน วันนี้ก็เหมือนกับทุกๆ วันครับพวกเราทานกันที่ ภ.จว.น่านนั่นแหละ อาหารฟรี รสชาติไม่มีปัญหา อร่อยด้วย กินเพื่ออยู่ครับพี่น้อง ยุคนี้อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัดไว้ก่อน
ช่วงบ่ายตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น.เป็นต้นไป ภ.จว.น่านได้จัดให้มีการประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่สายงานสืบสวนของสถานีตำรวจทุกแห่งในสังกัดและ กก.สืบสวน ภ.จว.น่านที่ห้องประชุมชั้่น ๓ โดย พ.ต.อ.วีระชัย บั้งเงิน รอง ผบก.ภ.จว.น่านซึ่งรับผิดชอบเป็นประธานการประชุม โดยใช้เวลาประชุมประมาณ ๑ ชั่วโมงครึ่งซึ่งการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นกลุ่มงานป้องกันปราบปราม ภ.จว.น่านที่ผมควบคุมกำกับดูแลเป็นผู้รับผิดชอบครับ

<< ภาพทั้งหมด >>
ภาพบรรยากาศหน้า ภ.จว.น่านช่วงบ่ายแก่ๆ วันนี้ซึ่งมีฝนตกลงมานิดหน่อยครับ

ช่วงเย็นหลังเลิกงานที่ ภ.จว.น่านแล้วขับรถกลับที่พักที่ สภ.แม่จริมซึ่งอยู่ห่างกัน ๓๘ กิโลเมตร ตามปกติถ้าไม่มีอะไรจะใช้เวลาขับรถราว ๔๐ นาทีไม่เกินนี้ก็ถึงแล้ว แต่วันนี้ใช้เวลาเกือบๆ ชั่วโมงเพราะเส้นทางจากตัวเมืองน่านถึงแม่จริมฝนตกลงมาตลอดทางแม้จะไม่มากแต่ก็ไม่หยุด ยิ่งถนนสายนี้ค่อนข้างคดเคี้ยวขึ้นเขาลงเหวด้วยยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติ ๒-๓ เท่าก็ว่าได้ แต่ก็ดีครับ ยิ่งระวังเราก็ยิ่งปลอดภัย

๒๒.๔๕ น. นอนก่อนนะครับพี่น้อง

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ร่วมตรวจประเมินผลการปฏิบัติชุดชุมชนสัมพันธ์ สภ.งอบ (๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น.ผมและคณะเจ้าหน้าที่จาก ภ.จว.น่านออกเดินทางไปที่วัดทุ่งสุน ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่านเพื่อร่วมกับคณะกรรมการจากตำรวจภูธรภาค ๕ ที่จะเดินทางมาประเมินผลการปฏิบัติของชุดชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ (ชมส.) สภ.งอบ ณ ที่แห่งนี้ซึ่งชุด ชมส.สภ.งอบนี้ ภ.จว.น่านคัดเลือกให้เป็นชุด ชมส.ดีเด่นของจังหวัดและส่งเข้าประกวดในระดับภาค ๕


เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.คณะจากตำรวจภูธรภาค ๕ นำโดย พ.ต.อ.มนตรี สัมปุณณานนท์ รอง ผบก.อก.ภ.๕ เดินทางมาถึง หลังจากทักทายพี่น้องประชาชนซึ่งมาให้การต้อนรับเป็นจำนวนมากแล้วได้เข้าในหอประชุมของวัด จากนั้นปลัดอำเภอทุ่งช้าง, กำนันตำบลงอบและ สวญ.สภ.งอบกล่าวต้อนรับและบรรยายสรุปในส่วนของตน เสร็จแล้ว พ.ต.อ.มนตรีฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเดินทางมาติดตามประเมินผลและด้านอื่นๆ เป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วชมกิจกรรมและการแสดงของคณะแม่บ้าน,นักเรียนช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนถึงเวลาประมาณ ๑๒.๐๐ น.ทานอาหารกลางวันร่วมกันแล้วเดินทางไปตรวจประเมินผล ณ สถานที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

<< ภาพทั้งหมด >>

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วันนี้ที่ ภ.จว.น่าน (๙ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้ทำงานอำนวยการที่ ภ.จว.น่านซึ่งช่วงเช้าได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัดที่ห้องประชุม ภ.จว.ฯ ซึ่งต้องใช้คำว่าตอนเช้าใช้เวลาทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะตัวเองเป็นเลขานุการในที่ประชุมซึ่งจะต้องเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทุกอย่างไว้ให้พร้อมเพื่อแจ้งแถลงไขให้ที่ประชุมทราบกว่าจะเสร็จก็เที่ยงกว่าๆ เสร็จแล้วทานอาหารกลางวัน พักผ่อนแป๊บหนึ่งก็มาทำงานช่วงบ่ายต่อ
งานวันนี้ก็เหมือนๆ ทุกวันที่ผ่านมานั่นแหละงาน routine แต่ก็ไม่ธรรมดานะ จะทำๆ ผ่านๆ ลวกๆ ไม่ได้ อายเขา เสียชื่อด้วย ต้องตรวจ ต้องทาน หากมีข้อบกพร่องก็บอกน้องๆ เจ้าหน้าที่เขาให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ก่อนนำเสนอผู้บังคับบัญชา

ช่วงบ่ายๆ หลังจากงานประจำบนโต๊ะซึ่งผมมักจะใช้วิธีเดินเข้าไปเซ็นงานที่ห้องหรือแผนกงานของน้องๆ เจ้าหน้าที่เขาหมดแล้วก็มาง่วนกับการร่างบันทึกการประชุมช่วงเช้าที่ผ่านมากับเจ้าหน้าที่ที่เขารับผิดชอบงานนี้ (เป็นของกลุ่มงานจราจรครับ) เพราะจะต้องส่งรายงานการประชุมนี้ให้คณะกรรมการรับทราบโดยเร็ว ไม่ใช่รอจนกว่าถึงการประชุมครั้งต่อไปแล้วค่อยเสนอในที่ประชุม แบบนั้นไม่ไหว เพราะหากมีอะไรผิดพลาด ขาดตกบกพร่องไป คณะกรรมการก็สามารถเสนอแนะหรือท้วงติงเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง งานก็จะออกมาดีและสมบูรณ์ พวกเราทำกันแบบนี้ครับ

เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด (๙ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.เป็นต้นไปจังหวัดน่านได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนครั้งที่ ๖/๒๕๕๖ ขึ้น ณ ห้องประชุมหลวงแว่นนรานุบาล ภ.จว.น่านโดยนายชุมพร แสงมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเป็นประธาน ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย พล.ต.ต.ณรงค์ชัย วงษ์สามี ผบก.ภ.จว.น่านและคณะกรรมการตามคำสั่งจังหวัดน่านที่ ๓๗๑๑/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ซึ่งประกอบด้วยนายแพทย์สาธารณสุข,หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย,ขนส่งจังหวัด,ท้องถิ่นจังหวัด,นายก อบจ.,นายกเทศมนตรีเมืองน่าน,ผู้อำนวยการแขวงการทางน่านที่ ๑ และ ๒,ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคน่าน,ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร,ประชาสัมพันธ์จังหวัด,ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดน่าน เขต ๑,ผู้จัดการบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ,ผกก.๕ บก.ทางหลวง,ผกก.ฝ่ายอำนวยการ ภ.จว.น่าน,รอง ผกก.ฝ่ายอำนวยการฯ , รอง ผกก.จราจร สภ.เมืองน่าน,สารวัตรฝ่ายอำนวยการ (ผู้รับผิดชอบงานจราจร) และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานจราจร ภ.จว.น่าน โดยคณะกรรมการตามคำสั่งนี้มีหน้าที่นำข้อมูลจากสถิติอุบัติเหตุจราจรทางบกที่เกิดขึ้นในพื้นที่แต่ละอำเภอวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุ ปัจจัยเสี่ยง การนำข้อมูลไปวิเคราะห์และนำผลที่ได้รับไปปรับใช้ในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรของจังหวัดน่านเพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป


การประชุมวันนี้มีดังนี้
๑. เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
๒. รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๖
๓. รายงานผลการดำเนินการของสถานีตำรวจตามข้อสั่งการเมื่อคราวประชุมวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๖
๔. รายงานการเกิดสถิติอุบัติเหตุทางถนนรอบเดือนที่ผ่านมา
๕. แนวทางการดำเนินการแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน
๖. มาตรการในการป้องกันอุบัติเหตุในเดือนต่อไป
๗. ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ


เสร็จสิ้นการประชุมเมื่อเวลาประมาณ ๑๒.๐๐ น.

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เข้าร่วมประชุมติดตามผลการดำเนินการ OSCC ศูนย์ช่วยเหลือสังคม (๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น.เป็นต้นไปผมเข้าร่วมประชุมการติดตามผลการดำเนินการ OSCC (One Stop Crisis Center) ศูนย์ช่วยเหลือสัีงคม ผลการดำเนินการด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) ตำรวจภูธรภาค ๕ อำเภอเมืิองเชียงใหม่ ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมด้วยระบบทางไกลผ่านจอภาพ (Video conference) จาก ศปก.สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปยังหน่วยตำรวจภูธรภาคทุกแห่ง (๑-๙ และ ศชต.) , กองบัญชาการตำรวจนครบาล ,กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และกองบังคับการตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศโดย พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร ที่ปรึกษา (สบ ๑๐) เป็นประธาน ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนตำรวจภูธรภาค,กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และ รอง ผู้บังคับการซึ่งรับผิดชอบงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ทุก ภ.จว.โดยในส่วนของผมนั้นเข้าร่วมประชุมในฐานะวิทยากรครู ก ซึ่งผ่านการอบรมหลักสูตรนี้มาก่อนหน้านี้ซึ่งในสังกัด ภ.๕ จำนวน ๘ จังหวัดนั้นมีทั้งหมด ๑๖ คน

ระเบียบวาระในการประชุมครั้งนี้มีดังนี้
๑ เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
๒. ข้อสั่งการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในด้านนี้
๓. การทำหน้าวิทยากรถ่ายทอดความรู้แก่ข้าราชการตำรวจซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
๔. การติดตามผลการดำเนินการ OSCC ศูนย์ช่วยเหลือสังคมของหน่วยงานแต่ละแห่งที่เข้าร่วมประชุม
๕. การติดตามผลดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

เสร็จสิ้นการประชุมเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น.

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สวัสดีวันพระ (๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้วันอาทิตย์แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๓๗๕ ตรงกับวันที่ ๗ กรกฎาคม พุทธปรินิพพานล่วงแล้ว ๒๕๕๖ ปีซึ่งหลายที่หลายแห่งมีฟ้ามีฝนตกลงมาอยู่พอสมควรตามห้วงวสันตฤดู จะเดินทางไปไหนมาไหนอย่าลืมใส่ใจกฏจราจรไว้เป็นสำคัญด้วยนะครับ กฏจราจรคือกฏแห่งความปลอดภัยปฏิบัติตามไว้สบายใจกันทุกคน


วันหยุดวันนี้ผมขอนำความรู้เกี่ยวกับตำรวจเรามาฝากเหมือนเดิมนั่นก็คือความเป็นมาของตำรวจไทยเรา เรื่องราวจะเป็นอย่างไรติดตามได้เลยครับพี่น้อง 

ตำรวจไทยในอดีต 
ตำรวจหรือกิจการตำรวจมีมาก่อน พ.ศ.๒๔๐๓ ซึ่งขอเรียกว่า “ตำรวจสมัยโบราณ” ส่วนจะได้จัดตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อใดไม่สามารถหาหลักฐานยืนยันที่แน่นอนได้เพียงแต่สันนิษฐานกันว่าคงจะมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จะมีหลักฐานอยู่บ้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น ๔ เหล่าเรียกว่าจตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา โดยได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราศักดินาของตำรวจไว้เป็นบรรทัดฐานกำหนดไว้ถึงชั้นตำรวจเลว (พลตำรวจ) มีศักดินา ๒๕ ไร่ ตำรวจในระยะแรกหรือตำรวจสมัยโบราณนั้นอยู่ในสังกัด “วัง” คือ ตำรวจหลวง เป็นข้าราชบริพารรับใช้ใกล้ชิด นอกจากสังกัดวังเป็นตำรวจหลวงรักษาพระองค์แล้วยังมีตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนสังกัด “เวียง” หรือ “เมือง” คือ ตำรวจเวียง หรือนคราบาลมีพระยายมราชเป็นผู้บังคับบัญชาอยู่ในเมืองหลวง ส่วนตามหัวเมืองต่าง ๆ มีหลวงเมืองเป็นหัวหน้า ขึ้นตรงต่อเจ้าเมือง 

ตำรวจสมัยปฏิรูป
กิจการตำรวจในสมัยนี้เนื่องจากได้มีการปฏิรูปการปกครองประเทศในทุก ๆ ด้านตามแบบอย่างอารยะประเทศตะวันตก โดยเริ่มเปลี่ยนแปลงมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคิดปรับปรุงตำรวจเวียงหรือนคราบาล โดยได้จ้างกัปตัน แซมมวล โจเซฟ โรเบิร์ต เอมส์ ชาวอังกฤษซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงรัฐยาภิบาลบัญชา จัดตั้งเป็น “กองตำรวจโปลิศ” สังกัด “กรมพลตระเวน” มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตนครบาลตามแบบยุโรปเป็นครั้งแรกการปรับปรุงการตำรวจในสมัยรัชกาลที่ ๕ นอกจากได้ขยายงานตำรวจในเขตนครบาลแล้วยังได้จัดตั้ง “กรมกองตระเวนหัวเมือง” ขึ้นทำหน้าที่ลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตหัวเมืองต่าง ๆ เช่นเดียวกับการจัดตั้งกรมพลตระเวน สังกัดในกระทรวงนครบาล และต่อมาได้จัดตั้งเป็นกรมตำรวจภูธร สังกัดกระทรวงมหาดไทย ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมตำรวจภูธรกับกรมพลตระเวนเข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า “กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน” สังกัดกระทรวงนครบาล ในกิจการตำรวจจึงถือเอาวันที่ ๑๓ ตุลาคมของทุก ๆ ปี เป็น “วันตำรวจ” และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้งเป็น “กรมตำรวจภูธรและกรมตำรวจนครบาล” “กรมตำรวจภูธร” และ “กรมตำรวจ” ตามลำดับ โดยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย

ตำรวจสมัยปัจจุบัน
ตำรวจสมัยปัจจุบันหรือเรียกว่าสมัยประชาธิปไตยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตย ได้มีการปรับปรุงกิจการตำรวจเพื่อวางรากฐานตำรวจในระบบประชาธิปไตย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและกำหนดหน้าที่การงานอีกไม่น้อยกว่า ๓๐ ครั้งโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย และด้วยกรมตำรวจเป็นกรมใหญ่ มีกำลังพลกว่า ๒๓๐,๐๐๐ คน มีภาระหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและสังคมทั่วประเทศ จึงจำต้องมีระบบการจัดการและการบริหารงานที่คล่องตัว รวดเร็ว เป็นอิสระภายในกรอบของกฎหมาย และในวันที่๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ซึ่งเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม โดยอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี

อำนาจและหน้าที่ของตำรวจ
อำนาจและหน้าที่ของตำรวจนั้นมีบัญญัติไว้ตามยุคสมัยกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ เป็นตัวบทกฎหมายบ้าง เป็นประกาศพระบรมราชโองการบ้าง เป็นกฎเสนาบดีบ้าง และเป็นระเบียบข้อบังคับต่างๆ บ้าง ควรที่จะหยิบยกมาพอเป็นสังเขป เช่น
(๑) กฎหมายโปลิศ ๕๓ ข้อ ซึ่งจะรักษาหน้าที่ในพระนครและนอกพระนครจุลศักราช ๑๒๓๗ กล่าวโดยสังเขปได้บัญญัติไว้ว่า ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและความสะอาดตามถนนในท้องที่ เช่น ระวังรักษาป้องกันมิให้ผู้ใดกระทำการล่วงละเมิดกฎหมาย มีการทะเลาะวิวาทฉกชิงวิ่งราวเกิดขึ้น หรือมีผู้กระทำการกีดขวางทางเดินอย่างหนึ่งอย่างใด โดยปลูกโรงร้านพะเพิงล่วงล้ำลงไปในถนนหรือปล่อยสัตว์ดุร้าย สัตว์พาหนะท่องเที่ยวตามถนนทำการเปรอะเปื้อน และขับรถ ล้อเลื่อนเดินผิดทาง เป็นต้น กับมีหน้าที่จับผู้กระทำผิดที่เกิดขึ้นซึ่งหน้า หรือโดยมีเหตุสงสัย หรือมีผู้ขอร้องให้จับ หรือนำไปจับ กับมีหน้าที่ในการดับเพลิงและคอยระวังป้องกันรักษาทรัพย์สมบัติของราษฎรที่ถูกเพลิงไหม้ ซึ่งอยู่ในท้องที่หรือใกล้เคียงกับท้องที่นั้นอีกด้วย
(๒) กฎหมายโปลิศรักษาหัวเมืองฝ่ายเหนือ จุลศักราช ๑๒๓๗ กล่าวโดยสังเขปบัญญัติไว้ว่าตำรวจมีหน้าที่ป้องกันลูกค้าต่างๆ ลักลอบขนฝิ่นและสิ่งของต้องห้ามเข้ามาลักลอบซื้อขายกันในบ้านเมืองทำให้ภาษีผลประโยชน์ของรัฐบาลเสียไป และมีหน้าที่แจ้งเหตุการณ์เป็นเสี้ยนหนามแก่แผ่นดิน
(๓) พระราชบัญญัติว่าด้วยหน้าที่ราชการซึ่งเกี่ยวข้องกันอยู่ในระหว่างกระทรวงนครบาลและกระทรวงยุติธรรม ร.ศ.๑๑๖ กำหนดอำนาจและหน้าที่ของกรมกองตระเวนไว้ให้มีหน้าที่สืบสวนพยานและสรรพสิ่งอื่น ๆ ประกอบเหตุการณ์ที่กล่าวหาว่ามีผู้กระทำร้ายต่อความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎรทั้งปวงเพื่อระงับเหตุการณ์เหล่านั้น และให้คอยห้ามปรามอย่างให้ผู้ใดกระทำการล่วงพระราชบัญญัติอันมีโทษตามพระราชกำหนดกฎหมายและอย่าให้ผู้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจให้เกิดผลร้าย หรือเป็นอันตรายแก่ชีวิตร่างกายหรือทรัพย์สมบัติของคนใดคนหนึ่งหรือคนทั้งหลายทั่วไป กับให้ทำการสืบสวนจับกุมผู้ที่กระทำการล่วงละเมิดพระราชอาญาและจับกุมบุคคลตามหมายจับ
(๔) แจ้งความกระทรวงมหาดไทย ร.ศ.๑๑๖ กล่าวโดยสังเขปชี้แจงว่าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกรมตำรวจภูธรมีหน้าที่ป้องกันพระราชอาณาจักร เพื่อปราบปรามจลาจลหรือศัตรูภายนอกที่เกิดขึ้นโดยกองทหารขึ้นไปไม่ทันเพื่อเป็นกำลังรักษาหัวเมืองแต่ให้มีหน้าที่ทำการอย่างพลตระเวนหัวเมืองด้วย
(๕) กฎเสนาบดีที่ ๕ แผนกปกครองท้องตราพระราชสีห์ใหญ่ ลง ๗ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๙ ความว่า ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพลตำรวจภูธรหรือพลตระเวนสำหรับป้องกันจับกุมเหตุการณ์โจรผู้ร้ายและรักษาความสุขสำราญของราษฎรทั่วไปทั่วราชอาณาจักร
(๖) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้อธิบายคำว่า “ตำรวจ” ไว้ในคำรวมของ คำว่า “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” ว่าหมายความถึงเจ้าพนักงาน ซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และระบุอำนาจไว้ว่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ มีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ ฯลฯ
(๗) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องกำหนดหน่วยงาน เขตอำนาจการรับผิดชอบและเขตพื้นที่การปกครองของหน่วยราชการในกรมตำรวจ ซึ่งออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชกฤษฎีกา จัดวางระเบียบราชการกรมตำรวจในกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดหน่วยงาน เขตอำนาจการรับผิดชอบหรือเขตพื้นที่การปกครองของหน่วยราชการในกรมตำรวจไว้เป็นการเฉพาะหน่วยงานแต่ละหน่วย และได้บัญญัติไว้ด้วยว่าหน่วยงานในกรมตำรวจหน่วยใดมีเขตอำนาจการรับผิดชอบ และเขตพื้นที่การปกครองในการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดในกรณีคดีอาญาในเขตพื้นที่เพียงไรด้วย
(๘) พระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๑ กำหนดอำนาจหน้าที่ตำรวจไว้ให้มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงภายในส่วนที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การตระเวนชายแดน การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชน และอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย กล่าวโดยสรุปแล้วตำรวจจึงมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

ก. ตำรวจในฐานะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนภายในราชอาณาจักร
ข. ตำรวจในฐานะเป็นผู้รักษากฎหมาย มีหน้าที่ป้องกันมิให้มีผู้ละเมิดกฎหมายมหาชน และถ้ามีผู้ใดละเมิดก็มีอำนาจและหน้าที่สืบสวนจับกุมตรวจค้นและปราบปรามนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามสมควรแก่ความผิด
ค. ตำรวจในฐานะข้าราชการพลเรือน นอกจากจะต้องปฏิบัติราชการตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดและมอบหมายไว้แล้วยังจะต้องปฏิบัติหน้าที่ทั่วๆไปดุจเดียวกับข้าราชการ พลเรือนทุกประการ และต้องรักษาความสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกันในระหว่างข้าราชการทหารและ พลเรือน
ง. ตำรวจในฐานะเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน
จ. ตำรวจเมื่ออยู่ในฐานะตำรวจสนามมีหน้าที่ป้องกันและต่อสู้กับข้าศึกทั้งในเขตที่ทำการยุทธ และมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามระเบียบที่ทางราชการมอบหมายและกำหนดเป็นครั้งคราวภารกิจหน้าที่ของตำรวจ แม้มีความสำคัญแต่หากไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

ภารกิจหน้าที่ย่อมดำเนินการไปให้บรรลุเป้าหมายคือความสงบสุขของสังคมและบ้านเมืองได้โดยยาก จึงจำเป็นต้องลบภาพเดิมของการปฏิบัติงานตำรวจเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ฝ่ายเดียว และเปิดโอกาสให้ชุมชน ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะในการกำหนดนโยบาย การติดตามการปฏิบัติงาน และตรวจสอบการปฏิบัติงานให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พยายามดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายภารกิจหน้าที่ของตำรวจคือความสงบสุขของสังคมและบ้านเมืองอย่างแท้จริง และในสุดท้ายนี้จะขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีสวนสนามในโอกาสที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสถาปนามาครบ ๑๐๐ ปี ณ ลานฝึกศรียานนท์เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๕ ความตอนหนึ่งว่า
“ ตำรวจทำหน้าที่ที่สำคัญและกว้างขวางมาก คือต้องทำหน้าที่ทั้งด้านการปกครอง คอยสอดส่องดูแลทุกข์สุข ตลอดจนสวัสดิภาพของประชาชน ทั้งด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและผู้กระทำผิด รวมทั้งการปกป้องแผ่นดินไทยเมื่อมีภัยคุกคามอีกด้วย นับว่ามีภาระหนัก มีความรับผิดชอบสูง เพราะต้องเผชิญกับปัญหานานาและต้องเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจให้สำเร็จได้ครบถ้วน จะต้องเป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถมีความเข้มแข็งอดทน และมีความเสียสละอย่างแท้จริง จึงขอให้ตำรวจทุกคนได้ภูมิใจ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญและมีเกียรติยิ่งนี้ และตั้งปณิธานให้แน่วแน่ ที่จะพากเพียรปฏิบัติตัวปฏิบัติงานทุกด้าน ทุกระดับ ให้บรรลุผลอันเลิศ เพื่อความผาสุกร่มเย็นของประชาชนและความเจริญมั่นคงของชาติไทยเรา.”
ครับ นั่นก็คือประวัติและความเป็นมาของตำรวจไทยซึ่งคิดว่าคงจะเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องอยู่บ้างตามสมควร

รักตำรวจ เกลียดตำรวจ มีปัญหาอย่าลืมเรียกใช้ตำรวจนะครับ
สวัสดีครับผม

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วันนี้ที่ ภ.จว.น่าน (๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้วันศุกร์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ วันที่หลายๆ คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจหรือใครก็ตามที่ทำงานตามวันและเวลาราชการรอคอย วันศุกร์ "วันสุขแห่งชาติ" บางคนว่าอย่างนั้นซึ่งก็คงจะจริงนะผมว่า แต่ในส่วนของตำรวจเราไม่ว่าวันไหน จันทร์ อังคาร พุธ ฯ ทุกวันเป็น "วันสุข" ทั้งนั้นเพราะเราต้องทำหน้าที่ให้ความสุข ให้บริการ ดูแลรักษาความปลอดภัย ความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนตามอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ตำรวจโรงพัก" ที่ต้องทำงานโดยไม่มีวันหยุดเพียงแต่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตามตาราง ตามหน้าที่ที่จัดหรือกำหนดไว้เท่านั้น

ในส่วนของตำรวจที่ทำงานฝ่ายอำนวยการนั้นก่อนหน้านี้วันจันทร์ถึงวันศุกร์คือวันทำงาน ส่วนวันเสาร์วันอาทิตย์หรือวันหยุดอื่้นๆ ก็มักจะได้หยุดด้วย นานๆ ทีที่ต้องไปทำงานวันหยุด แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว วันไหนเวลาไหนพวกเราทุกคนต้องถูกเรียกใช้งานได้เสมอและตลอดเวลาไม่ว่ากลางวัน กลางคืนหรือช่วงไหนก็ตาม ยุคนี้เป็นแบบนี้ครับ แม้ว่าไม่ต้องออกไปจับผู้ร้าย ออกให้บริการพี่น้องประชาชนเหมือนตำรวจโรงพักก็ตามแต่จะมีงานเข้ามาเมื่อไรได้เสมอ พวกเราต้องพร้อมตลอดเช่นเดียวกัน โดยงานส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลแล้วประมวลเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาสั่งการหรือตัดสินใจนั่นแหละ สนุกไปอีกแบบหนึ่ง



งานวันนี้ที่ ภ.จว.น่านมีไม่มาก ในส่วนของผมที่รับผิดชอบมีเพียง ๗-๘ เรื่องเท่านั้น แต่ทุกเรื่้องทุกงานต้องละเอียด รอบคอบ ผิดพลาดไม่ได้ ต้องตรวจ ต้องทาน ต้องดูว่าเรื่องราวครบถ้วนแล้วหรือยัง ถ้ายังต้องตามต้องนำมาประกอบให้ครบก่อนเสนอผู้บังคับบัญชา งานอำนวยการต้องเป็นแบบนี้ครับ ส่วนหลังจากเสนอผู้บังคับบัญชาแล้วท่านจะเห็นควร ไม่เห็นควร ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือพิจารณาตัดสินใจสั่งการอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของท่าน แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ ทุกงานผ่านฉลุย พวกเราต่างโล่งใจสบายอกกันทุกคนถ้วนทั่วหน้า

งานประจำวันเสร็จแล้ว หมดแล้วแต่จะมีเข้ามาอีกเมื่อไรย่อมได้เสมอ แต่ระหว่างยังไม่มีงานเข้าไม่อยากปล่อยเวลาว่างให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์จึงนำ "งานประจำที่ำสำคัญ" มาทำ มาปรับปรุง มา update งานที่ว่าก็คือ Facebook และเว็บไวต์ของ ภ.จว.น่านที่ผมกับน้องๆ กลุ่มงานการข่าวและเทคโนโลยีเป็นคนรับผิดชอบ ยุคนี้สมัยนี้ผมว่าสำคัญนะ หน่วยไหน งานไหนที่ไม่มีการประชาสัมพันธ์ ไม่มีการนำเสนอข้อมูลให้พี่น้องประชาชนรับรู้รับทราบว่าพวกเราทำอะไรไปบ้างนั้่นคงจะแย่แน่ ที่พูดนี้ไม่ได้หมายถึงว่าต้องการ show off หรอก เพียงแต่ว่าเราจะมัวอยู่แต่ในอาณาจักรของตัวเองโดยไม่ยอมให้ใครรับรู้รับทราบกันกระนั้นหรือ ตกยุค หมดสมัยแน่ จะเห็นได้ว่าทุกหน่วยงานไม่ว่าส่วนราชการหรือเอกชนเขาจะมีเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งทำหน้าที่ตรงนี้กันทั้งนั้น ตำรวจเราก็เหมือนกันเพียงแต่ใครจะคิด จะทำหรือทำได้มากน้อยแค่ไหนเพียงไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญและพอจะมีความรู้ความเข้าใจกับการทำเว็บไซต์และ Facebook อยู่บ้างจึงรวมทีมงานกับน้องๆ ในกลุ่มงานจัดทำเว็บไซต์และ Facebook ของเราขึ้นมา ทีนี้เมื่อเป็นรูปเป็นร่างแล้วจะปล่อยไว้แค่ืนั้นประมาณว่าวันแรกเป็นแบบไหนวันต่อไปก็เป็นแบบนั้น ไม่ได้ครับ ไม่ได้ อายเขา ต้อง update ต้องปรุง เสนอหรือเพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลา พวกเราทำกันแบบนี้ตลอดตั้งแต่เป็นรูปเป็นร่าง 

ข้อมูลที่พวกเรานำมา update ก็สบายๆ ครับเพราะส่วนใหญ่จะนำมาจากไลน์ในกลุ่ม "ตำรวจน่าน" ที่แต่ละคนหรือแต่ละโรงพักส่งเข้ามาเป็นประจำรวมถึงข้อมูลที่ส่งเข้ามาทางด้านอื่น เมื่อมีข้อมูลแล้วก็จะ update แทบจะในทันทีที่มีเวลา แล้วการ update สมัยนี้ง่ายจะตายไป ไม่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนยุคก่อนๆ ทำที่ไหนก็ได้เพียงแต่ที่นั้นขอให้มีสัญญาณ Internet แค่นั้นเป็นพอ วิธีการก็คือพวกเรา update จากมือถือของแต่ละคนนั่นเอง ทำให้คิดว่าเว็บไซต์และ Facebook ของเรามีดีที่จะโชว์หรือเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนได้โดยไม่อายใคร

ว่างๆ อย่าลืมแวะเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์และ Facebook ของตำรวจภูธรจังหวัดน่านกันบ้างนะครับพี่น้อง

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วันนี้ที่ ภ.จว.น่าน (๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้ผมมาทำงานฝ่ายอำนวยการที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน (ภ.จว.น่าน) มาถึงที่ทำงานก็เวลาแปดโมงกว่าๆ ซึ่งที่ตัวเมืองน่านเช้านี้มีฝนตกลงมาบ้างเล็กน้อยตั้งแต่ีเมื่อคืนที่ผ่านมา อย่างว่าแหละเข้าหน้าฟ้าหน้าฝนแล้วถ้าไม่ตกตามฤดูกาลก็กระไรอยู่ แบบนี้ดีครับพี่น้องชาวไร่ชาวนา เกษตรกรที่ต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนในการประกอบอาชีพจะได้ยิ้มออก แต่อาจจะส่งผลกระทบต่อการใช้รถใช้ถนนอยู่บ้างหากไม่ระมัดระวังให้ดี ฝากพี่น้องไว้เรื่องนี้ด้วย ฝนฟ้าตกลงมาให้เพิ่มความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนให้มากเป็นพิเศษด้วย
งานที่ผมรับผิดชอบที่ ภ.จว.น่านก็เหมือนเดิมนั่นคืองาน ศปก. (ศูนย์ปฏิบัติการ) , เทคโนโลยีและัการข่าว,งานป้องกันปราบปรามและจราจร วันนี้งานมีไม่ค่อยมาก ทุกอย่างผ่านฉลุย น้องๆ เขาทำกันได้ดีทำให้เรามีเวลาว่างที่จะไปค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ ซึ่งผมมักจะใช้ทางหน้าจอสี่เหลี่ยมหรือโลกไซเบอร์เพื่อนำมาใช้ในงานที่เกี่ยวข้อง ได้เยอะเหมือนกัน ดูนั่นดูนี่ หน่วยงานตำรวจหลายแห่งก็เปิดดูครับเพราะเราจะได้รู้อะไรเ้พิ่มขึ้่น บางอย่างหน่วยงานเขาทำไว้ดีมากและสามารถนำมาเป็นแนวทางในการทำงานของเราได้ก็นำอันนั้นมา ก็ต้องขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ตำรวจและทุกๆ หน่วยงานที่นำเสนอข้อมูลของท่านผ่านโลกไซเบอร์มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูงด้วย ถือเสียว่าเรามาแชร์มาแบ่งปันข้อมูล แบ่งปันความรู้กันระหว่างกันครับ

อีกอย่างหนึ่ง เช้าวันนี้ ภ.จว.น่านได้จัดให้มีการตรวจปัสสาวะข้าราชการตำรวจฝ่ายอำนวยการทุกคนตามโครงการตำรวจสีขาวที่ห้องประชุมหลวงนารถนรานุบาลโดย พ.ต.อ.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบก.ภ.จว.น่านเป็นประธาน ซึ่งเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลน่านมาร่วมตรวจและเป็นคณะกรรมการกับเราจึงขอขอบพระคุณผู้เกี่ยวข้องมา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง

สำหรับการดำเนินการครั้งนี้เป็นโครงการซึ่งดำเนินการขึ้นเพื่อรองรับและสอดคล้องกับโครงการ ตำรวจสีขาวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดให้มีการตรวจหาสารเสพติดจากปัสสาวะของข้าราชการตำรวจทุกนาย  เพื่อแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ โปร่งใส เป็นแบบอย่างในการไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด ทุกประเภท สร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้ต่อประชน และประกาศถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการที่จะป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังและเด็ดขาด ดังนั้น ภ.จว.น่านจึงได้จัดโครงการ ตำรวจสีขาวให้มีการตรวจหาสารเสพติดจากตัวอย่างปัสสาวะข้าราชการตำรวจในสังกัดทุกคนโดยอุปกรณ์ชุดตรวจพิสูจน์สารเสพติดที่มีมาตรฐานจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดเป็นตัวชี้วัด ซึ่งทุกหน่วยต้องดำเนินการกับข้าราชการตำรวจในสังกัดด้วยรูปแบบและวิธีการเดียวกันทั่วประเทศเพื่อแสดงความบริสุทธิ์

นอกจากนี้ปัจจุบันการแพร่ระบาดของยาเสพติดทุกชนิดทุกประเภทเป็นปัญหาระดับชาติ และรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกหน่วย ทุกภาคส่วนต้องเร่งระดมศักยภาพในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด การดำเนินโครงการ ตำรวจสีขาวจึงเป็นอีกมิติหนึ่งในการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแสดงออกเพื่อให้สังคมและองค์การต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ให้การยอมรับบุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่ามีความตั้งใจจริงที่จะเร่งระดมในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดทุกชนิดทุกประเภทอย่างจริงจัง โดยการแสดงความบริสุทธิ์ ความโปร่งใส่ของบุคลากรผู้ปฏิบัติในเบื้องต้น ด้วยการสมัครใจเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดจากปัสสาวะผ่านอุปกรณ์ตัวชี้วัดที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปให้ปรากฏผลต่อผู้บังคับบัญชา สาธารณชน ภาพที่ปรากฏจากกิจกรรมในครั้งนี้จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ความศรัทธาเชื่อมั่นให้เกิดกับองค์กรตำรวจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ตำรวจสีขาวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

<< ภาพทั้งหมดในส่วนของการตรวจปัสสาวะ >>

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ร่วมตรวจการขอต่อใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมกับคณะจังหวัดน่าน (๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น.เป็นต้นไปผมในฐานะผู้แทน ผบก.ภ.จว.น่านพร้อมกับคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.๒๕๔๗ ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ ๑๙๐/๑๕๕๑ ลงวันที่ ๒๓ มิืถุนายน ๒๕๕๑ ซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าหน่วยหรือผู้แทนปลัดจังหวัดน่าน,อัยการจังหวัดน่าน,นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน,ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่านเขต ๒,โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน,วัฒนธรรมจังหวัดน่าน,นายอำเภอท้องที่,จ่าจังหวัดน่าน,ป้องกันจังหวัดน่านและผู้ช่วยจ่าจังหวัดน่านได้เดินทางไปตรวจการขอต่อใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมใหม่ในเขตพื้นที่อำเภอบ่อเกลือและอำเภอเชียงกลางดังนี้

ภาคเช้า

โรงแรมบ่อเกลือวิเวอร์วิว ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ ๒๐๙ หมู่ ๑ ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ ซึ่งมีนายทวน อุปจักร เป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม




ภาคบ่าย

โรงแรมปลาบปลื้มปัวรีสอร์ต ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๑๙๗ หมู่ ๒ ตำบลพญาแก้ว อำเิภอเชียงกลาง ซึ่งมีนางเนตรนภา ขาวสะอาด เป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม

โดยในการตรวจนั้นคณะกรรมการได้ตรวจสอบตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหลังจากนี้คณะกรรมการจะประมวลเรื่องเสนอจังหวัดเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

อนึ่ง กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องซึ่งพวกเราตรวจครั้งนี้ประกอบด้วย
๑. พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.๒๕๔๗
๒. กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.๒๕๕๑
๓. เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งโยธาธิการจังหวัดที่เป็นเจ้าภาพหลักเป็นผู้ดำเนินการ

<< ภาพทั้งหมด >>

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ร่วมประชุมประจำเดือนสัญจร (๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖)

วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น.เป็นต้นไป ตำรวจภูธรจังหวัดน่านได้จัดให้มีการประชุมบริหารครั้งที่ ๖/๒๕๕๖ ขึ้น ณ ห้องประชุม สภ.สันติสุขซึ่ีงเป็นการประชุมสัญจรนอกสถานที่โดย พล.ต.ต.ณรงค์ชัย วงษ์สามี ผบก.ภ.จว.น่าน เป็นประธาน ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย รอง ผบก.ภ.จว.น่านที่ไม่ติดราชการ,หัวหน้าสถานีตำรวจทุกแห่งในสังกัดและนายตำรวจฝ่ายอำนวยการ ภ.จว.น่านและหัวหน้าหน่วยงานตำรวจที่เกี่ยวข้องซึ่งมีเขตพื้นที่ปฏิบัติงานในจังหวัดน่ีาน

การประชุมครั้งนี้มีดังนี้
๑. เ้รื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
๒. ผลการดำเนินการตามข้อสั่งการคราวประชุมครั้งที่แล้ว
๓. เรื่องเพื่อทราบซึ่งประกอบด้วยฝ่ายอำนวยการแจ้งให้ที่ประชุมทราบเกี่ยวกับข้อสั่งการหรือข้อราชการในแต่ละแผนกงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงผลการปฏิบัติรอบเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ (หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ ตชด.๓๒๔,ตชด.๓๒๕,ตรวจคนเข้าเมืองน่าน,ตำรวจทางหลวงน่าน,ตำรวจท่องเที่ยวน่าน,ตำรวจสันติบาลน่านและพิูสูจน์หลักฐานน่าน)
๔. หัวหน้าสถานีสรุปผลการปฏิับัติ
๕. เรื่องเพื่อพิจารณาและข้่อสั่งการของผู้บังคับบัญชา

เสร็จสิ้่นการประชุมเมื่อเวลาประมาณ ๑๒.๔๕ น.

ตกเย็นเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น.เดินทางถึง สภ.แม่จริม น้องตำรวจคนหนึ่งเอาห่อพัสดุไปรษณีย์จ่าหน้าซองถึงผมมาให้ แกะดูข้างในเป็นเสื้อยืดสีดำอย่างที่เห็นนี่ ๑ ตัว สำคัญก็คือข้อความที่สกรีนหลังเสื้อครับกินใจมากเลย "ตำรวจไทยไม่ใช่้ยักษ์ ที่น่ารักยังมีิอีกเยอะ" ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นแบบนั้นนั่นแหละครับ

ขอบคุณน้องผู้ใจดีที่ส่งมาให้เป็นอย่างสูงนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ตำรวจไม่ใช่เทวดา : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข (๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖)

อย่าเผลอคิดว่าตำรวจเป็นเทวดา! ตำรวจอาจจะเป็นบุคคลที่คุณโกรธ ไม่พอใจ จนบางคนอาจถึงขั้นบอกว่า เกลียดตำรวจ แต่ถึงแม้ว่า คุณจะโกรธ เกลียด ไม่ชอบตำรวจ แต่อย่าลืมเรียกใช้ตำรวจนะคร้าบนายตำรวจใหญ่พูดคุยกับดิฉันเมื่อคราวที่ดิฉันทำงานวิจัยภาคสนามในจังหวัดแห่งหนึ่งภาคเหนือโดยมีความคิดเห็นเชิงเสียดสีที่มีนัยว่าถึงคุณจะเกลียดผมอย่างไรในที่สุดคุณก็ต้องเรียกใช้ผมอยู่ดี!

คนไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของตำรวจ เมื่อไม่รู้ก็ตีความเป็นตามความคาดหวังและประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งหากเปิดใจให้กว้างและกลับมาคิดทบทวน เปรียบเทียบอาชีพตำรวจกับอาชีพอื่นๆ อาจจะทำให้เราเกิดความสงสัยว่า ตำรวจเขามีความสามารถในการกระทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างที่เราคาดหวังไว้ทั้งหมดจริงหรือ?” เราคาดหวังให้ตำรวจทำสิ่งต่างๆ มากเกินไปหรือไม่? หรือเป็นเพราะมายาคติของวลีที่ว่า บำบัดทุกข์ บำรุงสุขเลยทำให้หลายๆ คนเมื่อมีความทุกข์ เดือดร้อน ก็มักจะนึกถึงตำรวจก่อนกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ

ถึงแม้ว่าจะรู้อยู่เต็มอกว่า ความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไทยสูงเกินจริงแต่ตำรวจไทยก็ไม่เคยประชาสัมพันธ์ สื่อสารให้ประชาชนรับรู้เพื่อลดความคาดหวังต่อบทบาทของตำรวจให้ตรงตามหน้าที่ที่แท้จริงของตำรวจเลยสักครั้ง หากแต่พยายามหาวิธีการต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวัง ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ไม่สามารถทำให้สมหวังได้ (เพราะถูกหวังเยอะเหลือเกิน) หากเป็นความทุกข์ที่เกี่ยวข้องกับการบริการทั่วไปที่สุภาพบุรุษทุกอาชีพทำได้แล้วนั้นก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก เช่น จับงู ไกล่เกลี่ยผัวเมียทะเลาะกัน แต่ในบางเรื่องนั้นอยู่นอกเหนืออำนาจของตำรวจ เช่น อุตส่าห์บอกเบาะแสให้มันจับ เสี่ยงก็เสี่ยงนะ มันก็แกล้งไปจับ เสร็จแล้วมันก็ปล่อยออกมา ยาบ้าถึงระบาดเต็มเมือง ถ้ามันไม่รู้ไม่เห็นใครจะกล้าทำชาวบ้านเล่าความรู้สึกผิดหวังต่อการทำงานของ มันซึ่งหมายถึง ตำรวจ


ตัวอย่างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้ถูกเผยแผ่ส่งต่ออย่างรวดเร็ว ทั่วถึง กว้างขวาง และถูกตอกย้ำความน่าเชื่อถือครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยการที่บุคคลที่คนส่วนใหญ่ในชุมชนรู้เป็นอย่างดีว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้รับการประกันตัวออกมาภายหลังจากถูกตำรวจจับตัวไปไม่นาน รวมถึงในบางสถานการณ์ที่พี่ตำรวจใจดีจับผู้เสพยาซึ่งเป็นเยาวชนได้และเรียกผู้ปกครองมารับทราบ พูดคุยกัน พ่อแม่เขาก็ตกใจนึกไม่ถึง รับปากรับคำอย่างดีจะดูแลลูก ทั้งเด็กและผู้ปกครองเข้าใจกันพูดคุยตกลงกันต่อหน้าเราจะกลับไปทำตัวใหม่ ไม่เสพกัญชา ไม่เสพยาบ้าอีกแล้ว ทำได้แน่นอนเพราะเพิ่งจะหลงผิดไปทดลองเสพได้ไม่นานก็เลยปล่อยไปถือว่าให้โอกาสเด็กและให้โอกาสผู้ปกครองด้วย หากแต่คนอื่นๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในชุมชนมิได้เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการให้โอกาสคืนคนดีสู่สังคมของตำรวจ ดั่งคำพูดที่ว่า เห็นมั้ย ถ้าเป็นพวกมัน มันก็ปล่อย มันเลือกจับแต่คนที่ไม่ใช่พวกมัน”...ไม่มีคำชี้แจงจากตำรวจ...เพราะหากชี้แจงก็หมดเวลาพอดี ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ...ทนได้ก็ทนไปใช้คติ อดทนต่อความเจ็บใจ!” (อีกแล้ว)

มายาคติที่ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจตำรวจผิดพลาดคลาดเคลื่อนจึงสะสม เพิ่มพูน เกาะกินความรู้สึกจนหลายๆ คนแม้ไม่เคยได้สัมผัสเกี่ยวข้องกับตำรวจก็ยังเกิดความรู้สึกเกลียดตำรวจไปด้วยอย่างไม่มีเหตุผล

อย่างไรก็ตาม ด้วยธรรมชาติงานของตำรวจนั้นเป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ตำรวจที่ดีไม่สามารถชี้แจงแสดงเหตุผลของการปฏิบัติงานบางอย่างแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนได้ เพราะจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ทำให้ภาวะการเข้าใจผิดไม่ได้รับการแก้ไขและสื่อสารบอกต่อๆ กันไปจนกลายเป็นกระแสความรู้สึกเชิงลบ

ด้วยเหตุนี้หากภารกิจใดที่มิใช่บทบาทและหน้าที่หลักของตำรวจจึงเป็นสิ่งสมควรแล้วที่ผู้นำตำรวจจะปฏิเสธภาระหน้าที่นั้น นอกจากนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงและเข้าใจนโยบายที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบนโยบายไว้ด้วย พร้อมทั้งสื่อสารให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่องถึงกิจกรรมและภารกิจที่ตำรวจได้เดินตามทางนโยบายนั้น ซึ่งเป็นการทำงานอย่างมืออาชีพ มีทิศทางในการทำงานเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนอย่างชัดเจนและเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของสังคมไทย

การปล่อยให้ประชาชน องค์กรต่างๆ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐคาดหวังตำรวจเกินจริง จนตำรวจต้องเบียดขับตนเอง กดดันผู้ใต้บังคับบัญชาจนทำให้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของงานหลักนั้นไม่ได้ถือว่าเป็นความชอบ เพราะไม่เข้าข่ายว่าจะต้อง ทนและอย่าลืมว่าองค์กรตำรวจมีทรัพยากรที่จำกัดอย่างมากในทุกด้าน ดังนั้น ยุทธการสั่งแห้ง (สั่งงานโดยไม่มีงบประมาณ) จึงไม่ได้ก่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

อย่าลืมว่าตำรวจไม่ใช่เทวดาที่จะทำทุกอย่างได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากภารกิจนั้นเป็นของหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบตรงอยู่แล้ว ก็ควรส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยงานนั้นแสดงบทบาทหน้าที่ให้เต็มที่ และรับผิดชอบผลงานของตนเอง...มิใช่ อะไรอะไรก็ตำรวจ!

ที่มา : http://goo.gl/IWNzn

พระบรมราโชวาท (๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖)

....ผู้ที่เข้ามาเป็นตำรวจย่อมทราบดีกันทุกคนว่างานในหน้าที่ของตนนั้นเต็มไปด้วยปัญหาสารพัด ทั้งยังมีภัยอันตรายที่จะต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงอีกมากในการกำราบปราบปรามผู้ทุจริต ตำรวจทุกคนจึงต้องตั้งตัวตั้งใจให้มั่นคงและหนักแน่นเป็นพิเศษตั้งแต่วาระเริ่มแรกที่จะต้องรักษาความสุจริตและถูกต้องเป็นธรรมไว้เสมอทุกเมื่อ จะต้องรักษาความเพียรพยายาม ความกล้าหาญ อดทน เสียสละไว้ไม่ให้เสื่อมถอย จะต้องควบคุมสติความรู้เท่าทันเหตุการณ์ไว้ตลอดเวลา และจะต้องฝึกฝนความรู้ ความคิดวินิจฉัยของตนให้กระจ่างแจ่มชัดพร้อมที่จะนำมาใช้ได้ทุกขณะ ความระมัดระวังตั้งใจและเตรียมตัวพร้อมอยู่เสมอดังนี้จะช่วยประคับประคองและส่งเสริมให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ที่ว่าเป็นภาระยากลำบากนั้นได้สำเร็จ

นอกจากนี้ใคร่จะขอเตือนว่าอุปสรรคสำคัญของตำรวจคือความท้อถอยและความขลาดหวาดหวั่น อันเป็นเครื่องบั่นทอนความสามารถ และความฉลาดในตนเองอย่างร้ายกาจ ตำรวจจะยอมแพ้แก่ความยากลำบากหรือแก่คนทุจริตไม่ได้เป็นอันขาด ตรงข้าม จะต้องมั่นใจและระลึกไว้เสมอว่าตำรวจเป็นฝ่ายที่เป็นธรรมและสุจริตย่อมอยู่ในสภาพที่เหนือกว่าผู้กระทำผิดทุกประการ จึงต้องเอาชนะผู้กระทำผิดได้เป็นแน่นอน และเมื่อแต่ละคนทำจิตใจให้เชื่อมั่นและหนักแน่นได้ดังนี้ ย่อมจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงได้ด้วยความกล้าหาญ เที่ยงตรง เป็นธรรม และด้วยประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมโดยไม่มีทุจริตชนคนใดจะเอาชนะความดีความสามารถของตนได้เลย....

(พระบรมราโชวาทเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ ๓๖ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๖)