วันนี้วันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๗ สัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปี ช่วงเช้าผมมาทำงานที่โรงพักแม่จริมก่อนเวลา ๐๘.๓๐ น.เล็กน้อยเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านๆ มาซึ่งในเวลานั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจของเราเกือบทุกคนเดินทางถึงที่ทำงานพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่กันเกือบหมดแล้ว เห็นแล้วก็ชื่นใจกับความพร้อมเพรียงและความตั้งใจ ใส่งานต่องานในหน้าที่ครับ
วันนี้ตำรวจโรงพักแม่จริมเราเหลืออยู่ทำงานเพียงแค่ ๑๓ คนเหมือนเดิมครับเพราะกำลังพลส่วนใหญ่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ กทม.กัน แล้วกำลังที่เหลืออยู่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นคนหนุ่ม (นุ้มหนุ่ม หนุ่ม(เหลือน้อย)มากๆ เกือบจะทั้งนั้น ๕๕๕) อย่างภาพบางช่วงบางตอนที่นำมาเสนอนี่แหละ
วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557
คืนนี้ที่ สภ.แม่จริม (๒๗ เมษายน ๒๕๕๗)
คืนนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.ผมมานั่งทำงานที่โรงพักแม่จริมตามปกติโดยคืนนี้งานที่ทำส่วนใหญ่จะเน้นไปในด้า่นการกรอกข้อมูลทาง E-inspector ซึ่งเป็นระบบการกรอกและตรวจสอบข้อมูลการปฏิบัติตามโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชนของสำนักงานจเรตำรวจที่ทุกหน่วยงานตำรวจะต้องดำเนินการ
สภ.แม่จริมได้จัดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับการกรอกข้อมูลในระบบนี้ว่าใครรับผิดชอบเรื่องไหน จะต้องทำอย่างไรซึ่งเจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจกันแล้วเป็นอย่างดี รวมถึงมอบหมายนายตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไปเป็นผู้ควบคุม กำกับดูแลและตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง แต่เนื่องจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจของเราเกือบทั้ง สภ.เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่กรุงเทพมหานครและข้อมูลที่จะต้องกรอกในระบบนี้มีบางเรื่องบางกรณีจะต้องดำเนินการทุกวันเพราะฉะนั้นพวกเราที่เหลืออยู่ (๑๓ คน) ก็จะต้องรับผิดชอบหน้าที่แทนผู้ที่ไปปฏิบัติภารกิจนี้รวมถึงผมด้วย แต่ก็ไม่มีปัญหาครับ พวกเราทำได้ สบายมาก
สภ.แม่จริมได้จัดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับการกรอกข้อมูลในระบบนี้ว่าใครรับผิดชอบเรื่องไหน จะต้องทำอย่างไรซึ่งเจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจกันแล้วเป็นอย่างดี รวมถึงมอบหมายนายตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไปเป็นผู้ควบคุม กำกับดูแลและตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง แต่เนื่องจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจของเราเกือบทั้ง สภ.เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่กรุงเทพมหานครและข้อมูลที่จะต้องกรอกในระบบนี้มีบางเรื่องบางกรณีจะต้องดำเนินการทุกวันเพราะฉะนั้นพวกเราที่เหลืออยู่ (๑๓ คน) ก็จะต้องรับผิดชอบหน้าที่แทนผู้ที่ไปปฏิบัติภารกิจนี้รวมถึงผมด้วย แต่ก็ไม่มีปัญหาครับ พวกเราทำได้ สบายมากร่วมงานฌาปนกิจศพบิดาข้าราชการตำรวจ สภ.แม่จริม (๒๗ เมษายน ๒๕๕๗)
วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น.เป็นต้นไปผมพร้อมกับ พ.ต.อ.ธนกฤต ภูมมินทร์ ผกก.สภ.แม่จริมพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดจำนวนหนึ่งร่วมงานฌาปนกิจศพคุณพ่อธีรพล วงค์ศรีรักษ์ บิดา ร.ต.ต.โยธิน วงค์ศรีรักษ์ รอง สวป.สภ.แม่จริม ณ ฌาปนสถานบ้านผาตูบ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน
<< ภาพทั้งหมด >>
<< ภาพทั้งหมด >>
คนร่ะยองเค้าคุยกัน : "ม่ะเขือเม่ด,ม่ะเขือนมยาน" (๒๗ เมษายน ๒๕๕๗)
แมะ : ไอ้หนู ไอ้หนูไปเด็ดม่ะเขือเม่ดในสวนหล ังบ้านมาให้แมะหน่อยฮิ แมะจะเอาไปแกงไก่
ลูก : แล่วแมะจะเอาม่ะเขือนมยานด้วยรึ ปล่าวล่ะแมะ
แมะ : ไม่ต้องเหาะ ก็วันนี้ไม่ได้แกงเป็ดนี่
..................
ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองวันนี้ม ีมาบอกพี่น้องอยู่ ๒ คำครับ
“ม่ะเขือเม่ด” (มะเขือเม็ด) ก็คือมะเขือพวง ส่วน “ม่ะเขือนมยาน” ก็คือมะเขือยาวในภาษาภาคกลางนั่ นเอง โดยม่ะเขือทั้งสองอย่างที่ว่ามาเนี่ยะเป็นคำ ที่ผมเคยได้ยิน เคยใช้และเคยพูดตอนเป็นเด็กๆ อยู่กับเพาะและแมะที่บ้านพังราด แต่เดี๋ยวนี้แมะบอกว่าเด็กๆ รุ่นใหม่จะพูด “ม่ะเขือพวง” กับ “ม่ะเขือยาว” เหมือนคำทางภาคกลาง ส่วนคนรุ่นเก่าๆ ยังคงพูดกันอยู่
อีกนิดหนึ่งครับ “ม่ะเขือ” ทั้งสองคำที่ว่านั้นน่ะคนที่อื่ นหรือแม้แต่คนร่ะยองด้วยกันก็เห อะมักจะนำมาเย้า (หยอกล้อ พูดกันเล่นสนุกๆ) ว่า....คนร่ะยองชอบ “แกงไก่ใส่ม่ะเขือเม่ด แกงเป็ดใส่ม่ะเขือยาว” ซึ่งก็จริงของเขาครับเพราะมันอร ่อยกว่าใส่ม่ะเขืออย่างอื่น
จากสุพจน์ มัจฉา ลูกเพาะเหียน แมะเผือน มัจฉา คนบ้านพังราดไทย หมู่ ๔ ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวั่ดร่ะยอง
ลูก : แล่วแมะจะเอาม่ะเขือนมยานด้วยรึ
แมะ : ไม่ต้องเหาะ ก็วันนี้ไม่ได้แกงเป็ดนี่
..................
ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองวันนี้ม
“ม่ะเขือเม่ด” (มะเขือเม็ด) ก็คือมะเขือพวง ส่วน “ม่ะเขือนมยาน” ก็คือมะเขือยาวในภาษาภาคกลางนั่
อีกนิดหนึ่งครับ “ม่ะเขือ” ทั้งสองคำที่ว่านั้นน่ะคนที่อื่
จากสุพจน์ มัจฉา ลูกเพาะเหียน แมะเผือน มัจฉา คนบ้านพังราดไทย หมู่ ๔ ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวั่ดร่ะยอง
ปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ประจำวันหยุด (๒๗ เมษายน ๒๕๕๗)
วันนี้วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๗ ผมปฏิบัติหน้าที่เวรอำนวยการชั้นผู้ใหญ่ประจำวันหยุดที่ สภ.แม่จริมตามคำสั่ง สภ.ที่จัดไว้โดยมีหน้าที่ควบคุม กำกับดูแล อำนวยการ สั่งการการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ทุกสายงาน
สถานีตำรวจทุกแห่งนั้นจะต้องจัดนายตำรวจซึ่งอาจจะกำหนดให้เป็นระดับสารวัตรหรือรองผู้กำกับการก็ได้ตามความเหมาะสมให้ปฏิบัติหน้าที่ประจำวันหยุดนี้ตามระเบียบที่กำหนดไว้
สำหรับเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำวันนี้ปรากฏตามภาพด้านล่าง
นั่งทำงานวันนี้ที่ห้อง ศปก.สภ.แม่จริมซึ่งก็ไม่มีอะไรมากครับตามแบบฉบับโรงพักเล็กๆ
แต่ที่ลืมไม่ได้โดยเด็ดขาดก็คือการสวดมนต์ไหว้ ทำใจให้เป็นสมาธิก่อนทำงาน
สถานีตำรวจทุกแห่งนั้นจะต้องจัดนายตำรวจซึ่งอาจจะกำหนดให้เป็นระดับสารวัตรหรือรองผู้กำกับการก็ได้ตามความเหมาะสมให้ปฏิบัติหน้าที่ประจำวันหยุดนี้ตามระเบียบที่กำหนดไว้
สำหรับเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำวันนี้ปรากฏตามภาพด้านล่าง
นั่งทำงานวันนี้ที่ห้อง ศปก.สภ.แม่จริมซึ่งก็ไม่มีอะไรมากครับตามแบบฉบับโรงพักเล็กๆ
แต่ที่ลืมไม่ได้โดยเด็ดขาดก็คือการสวดมนต์ไหว้ ทำใจให้เป็นสมาธิก่อนทำงาน
วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557
คืนนี้ที่โรงพักแม่จริม (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)
คืนนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.ผมเดินทางมานั่งคอยเหตุที่ สภ.แม่จริมตามปกติครับโดยวันนี้ผมทำหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ประจำวันหยุดซึ่งจริงๆ แล้วไม่ต้องมาอยู่โรงพักทั้งวันก็ได้แต่มันไม่สนุก สู้อยู่ซะที่โรงพักนั่้นเลยดีกว่า เผื่อมีอะไรปุ๊บปั๊บฉับพลันที่จะต้องปฏิบัติหรือใช้กำลังแล้วจะได้ดำเนินการได้ทันท่วงที ประกอบกับช่วงนี้ที่โรงพักแม่จริมเราเหลือตำรวจทำงานอยู่แค่ ๑๓ คนเท่านั้นเพราะกำลังเกือบทั้งหมดเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ กทม.พวกเราที่เหลืออยู่ก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือไม่เว้นแม้แต่ผู้บังคับบัญชา สนุกดีครับ
มองยังไงว่าคนร่ะยองน่ารัก (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)
มีคนเขียนจดหมาย(อิเล็กโทรนิกส์)ไปถามผมว่า "พี่สุพจน์คะ ในฐานะที่พี่เป็นคนร่ะยองโดยกำเนิด ถามหน่อยเถอะค่ะว่ามองยังไงที่ว่าน่ารักน่ะ ตอบด่วนนะคะ จะคอย"
เอ จะตอบยังไงดีน้อ เอาเป็นว่าพี่สุพจน์ขอใช้ภาพนี้เป็นคำตอบดีกว่า ๕๕๕
เอ จะตอบยังไงดีน้อ เอาเป็นว่าพี่สุพจน์ขอใช้ภาพนี้เป็นคำตอบดีกว่า ๕๕๕
คิดแล้วใจอ่อน (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)
ตอนจบมาเป็นตำรวจใหม่ๆ ส่วนใหญ่แล้วผมจะเรียกตำรวจโรงพ ักที่ผมอยู่ตามอายุว่า “ลุง” เน้น ! ส่วนใหญ่นะ เพราะแต่ละคนดูแก๊แก่แม้อายุจะย ังไม่ถึง ๕๐ ก็ตาม
แต่พอเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปจนถ ึง ณ เพลานี้คิดแล้วใจอ่อนครับพี่น้อ ง ผมเรียกตำรวจคนไหนตามอายุว่าลุง ไม่ได้ซักกะคน สูงสุดก็ได้แค่ “อ้าย” หรือพี่เท่านั้น และที่สำคัญ...มีเหลือที่จะให้ผ มเรียกว่าอ้ายได้ไม่กี่คนด้วย เฮ้อ...เกิดอะไรขึ้นเนี่ยะ งงจัง
แต่พอเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปจนถ
ใครว่าผมดำ...ผมขอเถียง (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)
เมื่อตะกี๊นะช่วงที่ออกไปข้างนอ กผมเจอเพื่อนซี้ย่ำปี้กคนหนึ่งก ็โอภาปาศรัยกันในฐานะเพื่อนสนิท ตอนหนึ่งผมถามเพื่อนคนนั้นว่า “ตะเองๆ คนอื่นๆ นะว่าเค้าดำ แล้วตะเองว่าเค้าดำไหม” เพื่อนตอบว่า “โฮะ ไม่จริงหรอก ตัวเองน่ะขาวจะตาย” เนี่ยะ เห็นไหมล่ะ เพื่อนผมเขายังยืนยันเลย สุดยอด......
“แต่.....ที่เค้าว่าตะเองขาวจะต ายน่ะหมายถึงผมตะเองนะ ๕๕๕” เพื่อนพูดทิ้งท้ายพร้อมหัวเราะซ ะดังเชีย
เฮ้อ....เพื่อนนะเพื่อน
“แต่.....ที่เค้าว่าตะเองขาวจะต
เฮ้อ....เพื่อนนะเพื่อน
คนร่ะยองเค้าคุยกัน : "ตุ" (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)
ลูก : เพาะ หนังสือที่เพาะจะอ่านอยู่ตรงหนา (ไหนล่ะ) เดี๋ยวแช้นจะหยิบไปให้
เพาะ : อยู่ที่ตุใต้หิ้งพร่ะน่ะอีหนู
.......................
“ตุ” ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองหมายถึง “กอง” , “ชั้น” , “สิ่งของที่วางซ้อนกันเป็นกองๆ เป็นชั้นๆ” ประมาณนี้ครับ ซึ่งตามตัวอย่างที่ชักมานี้ก็หม ายถึงหนังสือที่พ่ออยากจะอ่านแล ้วบอกให้ลูกไปหยิบมาน่ะอยู่ที่ก องหนังสือใต้หิ้งพระนั่นเอง
จากสุพจน์ มัจฉา ลูกเพาะเหียน แมะเผือน มัจฉา คนบ้านพังราดไทย หมู่ ๔ ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวั่ดร่ะยอง
เพาะ : อยู่ที่ตุใต้หิ้งพร่ะน่ะอีหนู
.......................
“ตุ” ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองหมายถึง
จากสุพจน์ มัจฉา ลูกเพาะเหียน แมะเผือน มัจฉา คนบ้านพังราดไทย หมู่ ๔ ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวั่ดร่ะยอง
ปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ประจำวันหยุด (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)
วันนี้ผมปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ประจำวันหยุดที่ สภ.แม่จริมโดยมีหน้าที่ควบคุมดูแล อำนวยการ สั่งการการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในภาพรวมซึ่งสถานีตำรวจทุกแห่งจะต้องจัดหน้าที่เช่นนี้เหมือนๆ กันครับสภ.แม่จริมของเราช่วงนี้เหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ปฏิบัติหน้าที่จำนวน ๑๓ คนตั้งแต่ ผกก.ลงมาเนื่องจากกำลังพลของเราส่วนใหญ่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ กทม.ตั้งแต่เย็นวานนี้มีกำหนด ๑๐ วัน เพราะฉะนั้นพวกเราที่เหลืออยู่ก็จะต้องทำงานหนักกว่าเดิมอีกหน่อย คนหนึ่งอาจจะรับหน้าที่ ๒-๓ งานหรือมากกว่านั้นเพื่อทดแทนหน้าที่ประจำของเจ้าหน้าที่ที่เดินทางไป กทม.แต่ไม่มีปัญหาครับพวกเราทุกคนพร้อมที่จะปฏิบัติด้วยความเต็มใจ จริงใจ ตั้งใจเพื่อให้งานในภาพรวมออกมาดีและสมบูรณ์ที่สุด
วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557
บ่ายวันนี้ที่โรงพักแม่จริม (๒๕ เมษายน ๒๕๕๗)
ตั้งแต่เย็นวันนี้เป็นต้นไปเจ้าหน้าที่ตำรวจแม่จริมของเราค่อนโรงพักมีภารกิจต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่กรุงเทพมหานครมีกำหนด ๑๐ วันซึ่งสายงานสืบสวนที่ผมรับผิดชอบอยู่นั้นเจ้าหน้าที่ไปกันทุกคนเพราะฉะนั้นก่อนที่น้องๆ เขาจะไปก็ต้องให้เขาเอางานต่างๆ ที่จะต้องทำ ต้องสะสางหรือต้องรับผิดชอบมาให้ผมดำเนินการต่อ ซึ่งงานก็ไม่มากมายอะไร...แค่ที่เห็นกองอยู่บนโต๊่ะนั่นแหละ ๕๕๕
ไม่มีปัญหาหรอกครับ งานจะมากจะน้อยพวกเราที่เหลืออยู่ก็จะช่วยๆ กันอย่างเต็มกำลังความสามารถไม่มีเกี่ยงงอนว่างานนั้นเป็นของคนนี้ งานนี้เป็นของคนนั้น พวกเราอยู่กันแบบพี่น้องครับงานถึงเดินไปอย่างไม่สะดุด
ไม่มีปัญหาหรอกครับ งานจะมากจะน้อยพวกเราที่เหลืออยู่ก็จะช่วยๆ กันอย่างเต็มกำลังความสามารถไม่มีเกี่ยงงอนว่างานนั้นเป็นของคนนี้ งานนี้เป็นของคนนั้น พวกเราอยู่กันแบบพี่น้องครับงานถึงเดินไปอย่างไม่สะดุด
คนน่ารักเค้าคุยกัน (๒๕ เมษายน ๒๕๕๗)
คนนั้น : สวัสดีค่ะพี่
ตอนนี้พี่อยู่ไหน ส่วนน้องอยู่โรง’บาลค่ะ
คนนี้ : พี่อยู่โรงพัก
เอ้า แล้วเป็นอะไรไปล่ะถึงต้องไปโรง’บาลน่ะ
เมื่อคืนยังเห็นดีๆ อยู่เลยนี่
คนนั้น : แหม...พี่ก็
ก็น้องทำงานที่โรง’บาลนี่คะ เอ้อ แล้วพี่ไปโรงพักทำไม
ถูกจับข้อหา’ไรเหรอ
ร่วมประชุมคณะกรรมการวิเคราห์หมายจับค้างเก่า (๒๕ เมษายน ๒๕๕๗)
วันนี้ตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ น.เป็นต้นไป พ.ต.อ.ธนกฤต ภูมมินทร์ ผกก.สภ.แม่จริมเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวิเคราห์หมายจับค้างเก่าของ สภ.ฯ ที่ห้อง ศปก.ฯ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผม , พ.ต.ท.ประภาส ฝั้นอิ่นแก่ว พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ , พ.ต.ต.เด่น ขันหลวง สวป.ฯ , ร.ต.อ.พรเทพ ป่าหวาย พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่งานสอบสวน
การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมประจำเดือนเกี่ยวกับการวิเคราะห์หมายจับค้างเก่าซึ่ง สภ.แม่จริมมีคำสั่งที่ ๑๖๔/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ด่วนที่สุด ที่ ตช ๐๐๒๐.๕๒/๕๐๙๘ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้การบริหารจัดการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่าของตำรวจภูธรจังหวัดน่านเป็นไปตามนโยบายและข้อสั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสั่งการและควบคุม (Command and control operation center) หรือ CCOC ให้สามารถติดตามสถานการณ์และสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ ๑ ชั่วโมง
<< ภาพทั้งหมด >>
การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมประจำเดือนเกี่ยวกับการวิเคราะห์หมายจับค้างเก่าซึ่ง สภ.แม่จริมมีคำสั่งที่ ๑๖๔/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ด่วนที่สุด ที่ ตช ๐๐๒๐.๕๒/๕๐๙๘ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้การบริหารจัดการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่าของตำรวจภูธรจังหวัดน่านเป็นไปตามนโยบายและข้อสั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสั่งการและควบคุม (Command and control operation center) หรือ CCOC ให้สามารถติดตามสถานการณ์และสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ ๑ ชั่วโมง
<< ภาพทั้งหมด >>
คนร่ะยองเค้าคุยกัน : "ประกาศ" (๒๕ เมษายน ๒๕๕๗)
ลูกสาว : เฮ้อ ประกาศอีกแล่ว แหม่ กำลังดูหนังเพลินๆ
แมะ : ไม่เป็นไรเหาะ เดี๋ยวก็มาแล่ว นี่ถ้าไม่มีประกาศเราจะได้ดูหนั งโทร่ะทัศน์ฟรีๆ แบบนี่เหรอะ
………………
“ประกาศ” ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองที่ชักต ัวอย่างมานี้ไม่ได้หมายถึง “การบอกกล่าว เป่าร้อง หรือแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน” แบบความหมายในภาษาภาคกลางหรอกคร ับพี่น้อง แต่ “ประกาศ” ที่คนร่ะยองเค้าคุยกันน่ะหมายถึ ง “การโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ , วิทยุ , สื่อสิ่งพิมพ์ ฯ” ที่นำเข้ามาแทรกรายการเป็นช่วงๆ ตอนๆ โดยเจ้าของสินค้าเป็นผู้เสียค่า ใช้จ่ายหรือสปอนเซอร์ให้ทางรายก ารเพื่อพวกเราจะได้ดูหนังดูละคร กันฟรีๆ นั่นเอง (สำหรับประกาศในความหมายของคำภา คกลางคนร่ะยองเราก็ใช้"ประกาศ"เ ช่นเดียวกันครับ)
จากสุพจน์ มัจฉา ลูกเพาะเหียน แมะเผือน มัจฉา คนบ้านพังราดไทย หมู่ ๔ ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวั่ดร่ะยอง
ภาพด้านล่างนี่ก็เป็น "ประกาศ" อย่างหนึ่งซึ่งเป็นประกาศทางสื่อสิ่งพิมพ์ (ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตครับ)
แต่ภาพนี้เป็น"ประกาศ"ในภาษากลางซึ่งหมายถึง..."ประกาศ...คนนี้หล่อนะ จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน" ๕๕๕
แมะ : ไม่เป็นไรเหาะ เดี๋ยวก็มาแล่ว นี่ถ้าไม่มีประกาศเราจะได้ดูหนั
………………
“ประกาศ” ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองที่ชักต
จากสุพจน์ มัจฉา ลูกเพาะเหียน แมะเผือน มัจฉา คนบ้านพังราดไทย หมู่ ๔ ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวั่ดร่ะยอง
ภาพด้านล่างนี่ก็เป็น "ประกาศ" อย่างหนึ่งซึ่งเป็นประกาศทางสื่อสิ่งพิมพ์ (ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตครับ)
แต่ภาพนี้เป็น"ประกาศ"ในภาษากลางซึ่งหมายถึง..."ประกาศ...คนนี้หล่อนะ จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน" ๕๕๕
ปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ (๒๕ เมษายน ๒๕๕๗)
วันนี้วันศุกร์ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๗ ผมทำหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ประจำสถานีตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายครับ
วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557
คืนนี้ที่ สภ.แม่จริม (๒๔ เมษายน ๒๕๕๗)
คืนนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.ผมเดินทางมาทำหน้าคอยเหตุร่วมกับเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำวันนี้ที่ สภ.แม่จริมเฉกเช่นทุกๆ คืนที่ผ่านมา โดยคืนนี้ก็เหมือนคืนนั้น คืนโน้น คืนนู้นนนและแทบทุกคืนนั่นแหละครับคือโรงพักเงียบเชียบ พี่น้องผู้คนไม่มีใครมาติดต่อแจ้งความหรือขอความช่วยเหลืออะไรตำรวจเราหรอก อย่างงี้นี่แหละดีแล้ว เพราะนั่นแสดงว่าแม่จริมเราพี่น้องอยู่กันสงบสุข ร่มเย็น ไม่มีเหตุเภทภัยหรือเรื่องราวที่พี่น้องลำบากใจ ไม่สบายใจ แต่ก็อย่างว่าแหละการเป็นตำรวจต้องพร้อมเสมอ ทุกเมื่อ ทุกเวลานาทีไม่ว่าจะชั้นยศใดก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นตำรวจโรงพักแบบนี้ด้วยแล้วจะต้องตื่นตัวอยู่เสมอเป็นร้อยเท่าทวีคูณ
พวกเราแม่ตำรวจแม่จริมพร้อมครับพ่อแม่พี่น้อง
สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำ สภ.แม่จริมคืนนี้มีดังนี้
๑. ร.ต.ท.กฤษดิกร กันบุญ ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน
๒. ร.ต.ต.ประเสริฐ บุญสุวรรณ (คนในภาพด้านบน) ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่สิบเวร
๓. ร.ต.ต.สัมฤทธิ์ พูลจำปา ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่สื่อสาร
๔. ด.ต.วีระวัฒน์ กะแก้ว ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ประจำวัน
ในส่วนของห้องควบคุมผู้ต้องหาคืนนี้ก็เหมือนทุกๆ คืนนั่นแหละครับปลอดโปร่งโล่งไร้ผู้ต้องหาเพราะคืนนี้ก็ไม่มี นี่แหละครับ...แม่จริมเมืองน่าอยู่ ไม่มีใครเขาทำผิดกฎหมายกันหรอก
แถมท้ายหน่อยครับ
เพื่อนร่วมงาน : รองครับ วันนี้ทำไมรองไม่ออกกำลังเหมือน ทุกวันที่ผ่านมาล่ะครับ
รองครับ : น้ำมันหมดน่ะน้อง
เพื่อนร่วมงาน : เดี๋ยวผมเอารถผมไปซื้อน้ำมันมาใ ห้รองก็ได้ ปั๊มอยู่ใกล้โรงพักแค่นี้เอง
รองครับ : ไม่ใช่น้ำมันรถ...ที่หมดน่ะน้ำม ันกล้องต่างหาก
เพื่อนร่วมงาน : อ๋อ กล้องแบตหมด รองถึงไม่ยอมออกกำลัง ????
พวกเราแม่ตำรวจแม่จริมพร้อมครับพ่อแม่พี่น้อง
สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำ สภ.แม่จริมคืนนี้มีดังนี้
๑. ร.ต.ท.กฤษดิกร กันบุญ ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน
๒. ร.ต.ต.ประเสริฐ บุญสุวรรณ (คนในภาพด้านบน) ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่สิบเวร
๓. ร.ต.ต.สัมฤทธิ์ พูลจำปา ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่สื่อสาร
๔. ด.ต.วีระวัฒน์ กะแก้ว ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ประจำวัน
ในส่วนของห้องควบคุมผู้ต้องหาคืนนี้ก็เหมือนทุกๆ คืนนั่นแหละครับปลอดโปร่งโล่งไร้ผู้ต้องหาเพราะคืนนี้ก็ไม่มี นี่แหละครับ...แม่จริมเมืองน่าอยู่ ไม่มีใครเขาทำผิดกฎหมายกันหรอก
แถมท้ายหน่อยครับ
เพื่อนร่วมงาน : รองครับ วันนี้ทำไมรองไม่ออกกำลังเหมือน
รองครับ : น้ำมันหมดน่ะน้อง
เพื่อนร่วมงาน : เดี๋ยวผมเอารถผมไปซื้อน้ำมันมาใ
รองครับ : ไม่ใช่น้ำมันรถ...ที่หมดน่ะน้ำม
เพื่อนร่วมงาน : อ๋อ กล้องแบตหมด รองถึงไม่ยอมออกกำลัง ????
ร่วมประชุมคณะกรรมการ ศพส.จ.น่าน (๒๔ เมษายน ๒๕๕๗)
วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น.เป็นต้นไปผมเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดจังหวัดน่าน (ศพส.จ.น่าน) ครั้งที่ ๔/๒๕๕๗ ณ ห้องประชุม ๑ ศาลากลางจังหวัดน่านโดยการประชุมวันนี้นายพิชัยรักษ์ เพชรบุรีกุล ปลัดจังหวัดน่านเป็นประธาน ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยหัวหน้าสถานีตำรวจหรือผู้แทนของสถานีตำรวจทุกแห่งในสังกัด ภ.จว.น่าน (๒๔ สถานี) และคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ รวมประมาณ ๑๐๐ คน
การประชุมครั้งนี้มีวาระการประชุมดังนี้
๑. เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการติดตามและการเบิกจ่ายงบประมาณด้่านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗
๒. เรื่องรับรองรายงานการประชุม ศพส.จ.น่านครั้งที่ ๓/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๗
๓. เรื่องสืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา
๔. เรื่องเพื่อทราบซึ่งมีดังนี้
๑) การจัดสรรงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๒) สถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติด
๓) สรุปกผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแผน ๑-๗ และ ศพส.อ.ทุกแห่ง
๔) สรุปผลการดำเข้าข้อมูลในระบบสารสนเทศยาเสพติด (nispa)
๕. เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา
๖. เรื่องอื่น
การประชุมครั้งนี้เสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณ ๑๕.๒๐ น.สำหรับรายละเอียดขออนุญาตไม่นำมาเปิดเผยนะครับ
การประชุมครั้งนี้มีวาระการประชุมดังนี้
๑. เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการติดตามและการเบิกจ่ายงบประมาณด้่านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗
๒. เรื่องรับรองรายงานการประชุม ศพส.จ.น่านครั้งที่ ๓/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๗
๓. เรื่องสืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา
๔. เรื่องเพื่อทราบซึ่งมีดังนี้
๑) การจัดสรรงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๒) สถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติด
๓) สรุปกผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแผน ๑-๗ และ ศพส.อ.ทุกแห่ง
๔) สรุปผลการดำเข้าข้อมูลในระบบสารสนเทศยาเสพติด (nispa)
๕. เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา
๖. เรื่องอื่น
การประชุมครั้งนี้เสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณ ๑๕.๒๐ น.สำหรับรายละเอียดขออนุญาตไม่นำมาเปิดเผยนะครับ
ท่าทีของตำรวจกับสถานะของนายกรัฐมนตรี : โลกตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข (๒๔ เมษายน ๒๕๕๗)
ความโลภ อยากได้ อยากมี อยากเป็น
จนไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น
ไม่คำนึงถึงผลกระทบเชิงลบทางสังคมกลายเป็นเรื่องราวใกล้ตัวที่ผู้คนในสังคมไทยปัจจุบันได้รับรู้และมีประสบการณ์ตรงกับตนเอง
เพียงแต่อาจจะมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ปรากฏการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวงที่ปรากฏอยู่ทั่วทุกวงการ
โดยมีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลายนั้น
ทำให้ในบางครั้งผู้ที่ปฏิเสธการกระทำที่เข้าข่ายการฉ้อราษฎร์หรือการบังหลวงต้องกลับกลายเป็น
"คนแปลก" หรือกลายเป็น "แกะดำ" ของกลุ่มคนในสังคมนั้นๆ
ด้วยเหตุที่การกระทำตามวิถีคอร์รัปชั่นได้ถูกปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางต่อเนื่องจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คุ้นเคยและคุ้นชิน
ในโลกของทุนนิยมนั้น การสะสมทุนสามารถสร้างพลังอำนาจ ในขณะที่อำนาจก็ทำให้เกิดโอกาสที่จะสะสมทุนเพิ่มขึ้นเพื่อต่อยอดและเสริมสร้างความเข้มแข็งของพลังอำนาจให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เมื่อทั้งเงินและอำนาจตกอยู่ในมือของผู้ใด/กลุ่มใด หากผู้นั้น/กลุ่มนั้นเป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีสำนึกที่ดีต่อสังคมเห็นแก่ประโยชน์และความผาสุกของส่วนรวม ก็จะทำให้สังคมสงบสุขร่มเย็น แต่ถ้าเงินและอำนาจตกอยู่ในมือของผู้ใด/กลุ่มใดที่ไร้คุณธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องเฉพาะกลุ่มตนแล้วนั้น ก็จะทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ ข่มเหงสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมนั้น
ดั่งพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันที่ว่า "ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" จะเห็นได้ว่า หากคนมีอำนาจเป็นคนไม่ดีจะทำให้สังคมวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอำนาจโดยชอบธรรมในการปกครองด้วยแล้วยิ่งสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายแก่สังคมทบทวี
เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ท่ามกลางความเจริญบนกระแสทุนนิยมที่เชี่ยวกรากนี้ ทำให้ผลประโยชน์ส่วนตนได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือการคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของคนในสังคม ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ความรุนแรงของปัญหาอาชญากรรมที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและรูปแบบของการก่ออาชญากรรม ดังตัวอย่างของการฆ่าพ่อแม่พี่น้องของบุคคลภายในครอบครัวสายเลือดเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัตินั้น ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้เพียงแค่ความไม่อบอุ่นภายในครอบครัวแต่เพียงเท่านั้น หากแต่มีความจำเป็นต้องมองให้ลึกซึ้งกว้างขวางถึงการเปลี่ยนแปลงการให้คุณค่า ความหมายของสังคมเกี่ยวกับความดีงาม สิ่งที่ควรกระทำหรือไม่ควรกระทำ...หรือว่าสังคมไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่การให้คุณค่าและความหมายว่า "เงินคืออำนาจและความสุข" โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าที่มาของเงินและอำนาจคืออะไร? ใครทำให้เรามีเงินมากได้คนนั้นคือคนดี คนเก่ง ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ?โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่าเขามีคุณธรรมแค่ไหน? อย่างไร?
เมื่อคุณค่าเชิงศีลธรรมเริ่มจางหายไปจากสังคม และมีผลต่อการควบคุมกำกับพฤติกรรมของคนในสังคมน้อยลงแล้วนั้น อำนาจของกฎหมายจะต้องมีความเข้มแข็งอย่างยิ่งเพื่อทำหน้าที่ในการรักษาสมดุลของการกระทำที่จะทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไว้ได้ หากแต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในสังคมปัจจุบันนี้แม้แต่อำนาจทางกฎหมายก็สมควรต้องถูกตั้งคำถามถึงการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม?
กระบวนการยุติธรรมไทยในบริบททางสังคมแบบทุนนิยมและอำนาจนิยมอย่างในปัจจุบันนี้ สามารถยืนยันหลักความเสมอภาค เท่าเทียม และเป็นธรรมได้จริงหรือไม่? หรือว่าแท้ที่จริงแล้วนั้น นอกเหนือจากคำกล่าวที่ว่า "ผู้มีอำนาจเป็นผู้กำหนดความจริงนั้น ยังอาจกล่าวได้อีกว่าผู้มีอำนาจ (และทุน) เป็นผู้กำหนดว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิดได้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่า ความจริง ความถูก หรือความผิดที่ผู้มีอำนาจบอกนั้นอาจไม่ใช่ความจริง ความถูก ความผิด ที่ระบุอยู่ในตัวบทกฎหมายก็ตาม"?
ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่ภาวะงุนงง สับสนในเรื่องความจริง ความถูก ความผิดและบริบทแห่งการแย่งชิงอำนาจนี้ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เหล่าบรรดาตำรวจซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญกลุ่มหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมและมีภารกิจหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมจำเป็นต้องครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง รอบคอบ รอบด้านและแยบยล แต่ทว่าเร่งด่วนที่สุด เพราะมีความสำคัญและมีผลกระทบอย่างมากต่อสังคมไทยขณะนี้คือประเด็นการบริหารงานภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีตามอำนาจการบริหารงานตำรวจที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน
ในเมื่อตำรวจคือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายและต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้น หากเกิดภาวะที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันจำเป็นต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รักษาการ ในขณะที่มีการเสนอผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งสองประเด็นเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขทางกฎหมายทั้งสิ้น
ตำรวจจะตัดสินใจอย่างไร? ตำรวจจะปฏิบัติงานภายใต้อำนาจการบังคับบัญชาในลักษณะเช่นไร? เพื่ออะไร? และเพื่อใคร? โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายและน่าจับตามองดุลพินิจของผู้นำตำรวจเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถนำพาองค์กรที่ทำหน้าที่อันทรงเกียรติในฐานะต้นธารของกระบวนการยุติธรรมได้สมศักดิ์ศรีเพียงใด
เป็นไปได้หรือไม่ว่าสถานการณ์เช่นนี้คือ บริบทแห่งการทดสอบว่า หากองค์กรตำรวจมีสถานะเฉกเช่นองค์กรอิสระจะทำให้ตำรวจทำหน้าที่ได้สมศักดิ์ศรีของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่สามารถสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริงมากเสียยิ่งกว่าการจำต้องขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม) ในยุคที่ทั่วโลกกำลังตั้งคำถามกับความเสื่อมของระบบการเมืองไทยในวันนี้ !!
ในโลกของทุนนิยมนั้น การสะสมทุนสามารถสร้างพลังอำนาจ ในขณะที่อำนาจก็ทำให้เกิดโอกาสที่จะสะสมทุนเพิ่มขึ้นเพื่อต่อยอดและเสริมสร้างความเข้มแข็งของพลังอำนาจให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เมื่อทั้งเงินและอำนาจตกอยู่ในมือของผู้ใด/กลุ่มใด หากผู้นั้น/กลุ่มนั้นเป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีสำนึกที่ดีต่อสังคมเห็นแก่ประโยชน์และความผาสุกของส่วนรวม ก็จะทำให้สังคมสงบสุขร่มเย็น แต่ถ้าเงินและอำนาจตกอยู่ในมือของผู้ใด/กลุ่มใดที่ไร้คุณธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องเฉพาะกลุ่มตนแล้วนั้น ก็จะทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ ข่มเหงสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมนั้น
ดั่งพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันที่ว่า "ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" จะเห็นได้ว่า หากคนมีอำนาจเป็นคนไม่ดีจะทำให้สังคมวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอำนาจโดยชอบธรรมในการปกครองด้วยแล้วยิ่งสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายแก่สังคมทบทวี
เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ท่ามกลางความเจริญบนกระแสทุนนิยมที่เชี่ยวกรากนี้ ทำให้ผลประโยชน์ส่วนตนได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือการคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของคนในสังคม ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ความรุนแรงของปัญหาอาชญากรรมที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและรูปแบบของการก่ออาชญากรรม ดังตัวอย่างของการฆ่าพ่อแม่พี่น้องของบุคคลภายในครอบครัวสายเลือดเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัตินั้น ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้เพียงแค่ความไม่อบอุ่นภายในครอบครัวแต่เพียงเท่านั้น หากแต่มีความจำเป็นต้องมองให้ลึกซึ้งกว้างขวางถึงการเปลี่ยนแปลงการให้คุณค่า ความหมายของสังคมเกี่ยวกับความดีงาม สิ่งที่ควรกระทำหรือไม่ควรกระทำ...หรือว่าสังคมไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่การให้คุณค่าและความหมายว่า "เงินคืออำนาจและความสุข" โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าที่มาของเงินและอำนาจคืออะไร? ใครทำให้เรามีเงินมากได้คนนั้นคือคนดี คนเก่ง ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ?โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่าเขามีคุณธรรมแค่ไหน? อย่างไร?
เมื่อคุณค่าเชิงศีลธรรมเริ่มจางหายไปจากสังคม และมีผลต่อการควบคุมกำกับพฤติกรรมของคนในสังคมน้อยลงแล้วนั้น อำนาจของกฎหมายจะต้องมีความเข้มแข็งอย่างยิ่งเพื่อทำหน้าที่ในการรักษาสมดุลของการกระทำที่จะทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไว้ได้ หากแต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในสังคมปัจจุบันนี้แม้แต่อำนาจทางกฎหมายก็สมควรต้องถูกตั้งคำถามถึงการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม?
กระบวนการยุติธรรมไทยในบริบททางสังคมแบบทุนนิยมและอำนาจนิยมอย่างในปัจจุบันนี้ สามารถยืนยันหลักความเสมอภาค เท่าเทียม และเป็นธรรมได้จริงหรือไม่? หรือว่าแท้ที่จริงแล้วนั้น นอกเหนือจากคำกล่าวที่ว่า "ผู้มีอำนาจเป็นผู้กำหนดความจริงนั้น ยังอาจกล่าวได้อีกว่าผู้มีอำนาจ (และทุน) เป็นผู้กำหนดว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิดได้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่า ความจริง ความถูก หรือความผิดที่ผู้มีอำนาจบอกนั้นอาจไม่ใช่ความจริง ความถูก ความผิด ที่ระบุอยู่ในตัวบทกฎหมายก็ตาม"?
ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่ภาวะงุนงง สับสนในเรื่องความจริง ความถูก ความผิดและบริบทแห่งการแย่งชิงอำนาจนี้ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เหล่าบรรดาตำรวจซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญกลุ่มหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมและมีภารกิจหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมจำเป็นต้องครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง รอบคอบ รอบด้านและแยบยล แต่ทว่าเร่งด่วนที่สุด เพราะมีความสำคัญและมีผลกระทบอย่างมากต่อสังคมไทยขณะนี้คือประเด็นการบริหารงานภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีตามอำนาจการบริหารงานตำรวจที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน
ในเมื่อตำรวจคือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายและต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้น หากเกิดภาวะที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันจำเป็นต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รักษาการ ในขณะที่มีการเสนอผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งสองประเด็นเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขทางกฎหมายทั้งสิ้น
ตำรวจจะตัดสินใจอย่างไร? ตำรวจจะปฏิบัติงานภายใต้อำนาจการบังคับบัญชาในลักษณะเช่นไร? เพื่ออะไร? และเพื่อใคร? โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายและน่าจับตามองดุลพินิจของผู้นำตำรวจเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถนำพาองค์กรที่ทำหน้าที่อันทรงเกียรติในฐานะต้นธารของกระบวนการยุติธรรมได้สมศักดิ์ศรีเพียงใด
เป็นไปได้หรือไม่ว่าสถานการณ์เช่นนี้คือ บริบทแห่งการทดสอบว่า หากองค์กรตำรวจมีสถานะเฉกเช่นองค์กรอิสระจะทำให้ตำรวจทำหน้าที่ได้สมศักดิ์ศรีของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่สามารถสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริงมากเสียยิ่งกว่าการจำต้องขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม) ในยุคที่ทั่วโลกกำลังตั้งคำถามกับความเสื่อมของระบบการเมืองไทยในวันนี้ !!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
































