วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

วันนี้ที่โรงพักแม่จริม (๒๘ เมษายน ๒๕๕๗)

วันนี้วันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๗ สัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปี ช่วงเช้าผมมาทำงานที่โรงพักแม่จริมก่อนเวลา ๐๘.๓๐ น.เล็กน้อยเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านๆ มาซึ่งในเวลานั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจของเราเกือบทุกคนเดินทางถึงที่ทำงานพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่กันเกือบหมดแล้ว เห็นแล้วก็ชื่นใจกับความพร้อมเพรียงและความตั้งใจ ใส่งานต่องานในหน้าที่ครับ

วันนี้ตำรวจโรงพักแม่จริมเราเหลืออยู่ทำงานเพียงแค่ ๑๓ คนเหมือนเดิมครับเพราะกำลังพลส่วนใหญ่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ กทม.กัน แล้วกำลังที่เหลืออยู่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นคนหนุ่ม (นุ้มหนุ่ม หนุ่ม(เหลือน้อย)มากๆ เกือบจะทั้งนั้น ๕๕๕) อย่างภาพบางช่วงบางตอนที่นำมาเสนอนี่แหละ

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

คืนนี้ที่ สภ.แม่จริม (๒๗ เมษายน ๒๕๕๗)

คืนนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.ผมมานั่งทำงานที่โรงพักแม่จริมตามปกติโดยคืนนี้งานที่ทำส่วนใหญ่จะเน้นไปในด้า่นการกรอกข้อมูลทาง E-inspector ซึ่งเป็นระบบการกรอกและตรวจสอบข้อมูลการปฏิบัติตามโครงการพัฒนาสถานีตำรวจเพื่อประชาชนของสำนักงานจเรตำรวจที่ทุกหน่วยงานตำรวจะต้องดำเนินการ

สภ.แม่จริมได้จัดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับการกรอกข้อมูลในระบบนี้ว่าใครรับผิดชอบเรื่องไหน จะต้องทำอย่างไรซึ่งเจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจกันแล้วเป็นอย่างดี รวมถึงมอบหมายนายตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไปเป็นผู้ควบคุม กำกับดูแลและตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง แต่เนื่องจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจของเราเกือบทั้ง สภ.เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่กรุงเทพมหานครและข้อมูลที่จะต้องกรอกในระบบนี้มีบางเรื่องบางกรณีจะต้องดำเนินการทุกวันเพราะฉะนั้นพวกเราที่เหลืออยู่ (๑๓ คน) ก็จะต้องรับผิดชอบหน้าที่แทนผู้ที่ไปปฏิบัติภารกิจนี้รวมถึงผมด้วย แต่ก็ไม่มีปัญหาครับ พวกเราทำได้ สบายมาก

อาทิตย์ยิ้มที่แม่จริม (๒๗ เมษายน ๒๕๕๗)


ร่วมงานฌาปนกิจศพบิดาข้าราชการตำรวจ สภ.แม่จริม (๒๗ เมษายน ๒๕๕๗)

วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น.เป็นต้นไปผมพร้อมกับ พ.ต.อ.ธนกฤต ภูมมินทร์ ผกก.สภ.แม่จริมพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดจำนวนหนึ่งร่วมงานฌาปนกิจศพคุณพ่อธีรพล วงค์ศรีรักษ์ บิดา ร.ต.ต.โยธิน วงค์ศรีรักษ์ รอง สวป.สภ.แม่จริม ณ ฌาปนสถานบ้านผาตูบ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน

<< ภาพทั้งหมด >>

คนร่ะยองเค้าคุยกัน : "ม่ะเขือเม่ด,ม่ะเขือนมยาน" (๒๗ เมษายน ๒๕๕๗)

แมะ : ไอ้หนู ไอ้หนูไปเด็ดม่ะเขือเม่ดในสวนหลังบ้านมาให้แมะหน่อยฮิ แมะจะเอาไปแกงไก่

ลูก : แล่วแมะจะเอาม่ะเขือนมยานด้วยรึปล่าวล่ะแมะ

แมะ : ไม่ต้องเหาะ ก็วันนี้ไม่ได้แกงเป็ดนี่
..................

ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองวันนี้มีมาบอกพี่น้องอยู่ ๒ คำครับ 

“ม่ะเขือเม่ด” (มะเขือเม็ด) ก็คือมะเขือพวง ส่วน “ม่ะเขือนมยาน” ก็คือมะเขือยาวในภาษาภาคกลางนั่นเอง โดยม่ะเขือทั้งสองอย่างที่ว่ามาเนี่ยะเป็นคำที่ผมเคยได้ยิน เคยใช้และเคยพูดตอนเป็นเด็กๆ อยู่กับเพาะและแมะที่บ้านพังราด แต่เดี๋ยวนี้แมะบอกว่าเด็กๆ รุ่นใหม่จะพูด “ม่ะเขือพวง” กับ “ม่ะเขือยาว” เหมือนคำทางภาคกลาง ส่วนคนรุ่นเก่าๆ ยังคงพูดกันอยู่

อีกนิดหนึ่งครับ “ม่ะเขือ” ทั้งสองคำที่ว่านั้นน่ะคนที่อื่นหรือแม้แต่คนร่ะยองด้วยกันก็เหอะมักจะนำมาเย้า (หยอกล้อ พูดกันเล่นสนุกๆ) ว่า....คนร่ะยองชอบ “แกงไก่ใส่ม่ะเขือเม่ด แกงเป็ดใส่ม่ะเขือยาว” ซึ่งก็จริงของเขาครับเพราะมันอร่อยกว่าใส่ม่ะเขืออย่างอื่น


จากสุพจน์ มัจฉา ลูกเพาะเหียน แมะเผือน มัจฉา คนบ้านพังราดไทย หมู่ ๔ ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวั่ดร่ะยอง

ปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ประจำวันหยุด (๒๗ เมษายน ๒๕๕๗)

วันนี้วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๗ ผมปฏิบัติหน้าที่เวรอำนวยการชั้นผู้ใหญ่ประจำวันหยุดที่ สภ.แม่จริมตามคำสั่ง สภ.ที่จัดไว้โดยมีหน้าที่ควบคุม กำกับดูแล อำนวยการ สั่งการการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ทุกสายงาน

สถานีตำรวจทุกแห่งนั้นจะต้องจัดนายตำรวจซึ่งอาจจะกำหนดให้เป็นระดับสารวัตรหรือรองผู้กำกับการก็ได้ตามความเหมาะสมให้ปฏิบัติหน้าที่ประจำวันหยุดนี้ตามระเบียบที่กำหนดไว้
สำหรับเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำวันนี้ปรากฏตามภาพด้านล่าง

นั่งทำงานวันนี้ที่ห้อง ศปก.สภ.แม่จริมซึ่งก็ไม่มีอะไรมากครับตามแบบฉบับโรงพักเล็กๆ

แต่ที่ลืมไม่ได้โดยเด็ดขาดก็คือการสวดมนต์ไหว้ ทำใจให้เป็นสมาธิก่อนทำงาน

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

คืนนี้ที่โรงพักแม่จริม (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)

คืนนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.ผมเดินทางมานั่งคอยเหตุที่ สภ.แม่จริมตามปกติครับโดยวันนี้ผมทำหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ประจำวันหยุดซึ่งจริงๆ แล้วไม่ต้องมาอยู่โรงพักทั้งวันก็ได้แต่มันไม่สนุก สู้อยู่ซะที่โรงพักนั่้นเลยดีกว่า เผื่อมีอะไรปุ๊บปั๊บฉับพลันที่จะต้องปฏิบัติหรือใช้กำลังแล้วจะได้ดำเนินการได้ทันท่วงที ประกอบกับช่วงนี้ที่โรงพักแม่จริมเราเหลือตำรวจทำงานอยู่แค่ ๑๓ คนเท่านั้นเพราะกำลังเกือบทั้งหมดเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ กทม.พวกเราที่เหลืออยู่ก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือไม่เว้นแม้แต่ผู้บังคับบัญชา สนุกดีครับ


มองยังไงว่าคนร่ะยองน่ารัก (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)

มีคนเขียนจดหมาย(อิเล็กโทรนิกส์)ไปถามผมว่า "พี่สุพจน์คะ ในฐานะที่พี่เป็นคนร่ะยองโดยกำเนิด ถามหน่อยเถอะค่ะว่ามองยังไงที่ว่าน่ารักน่ะ ตอบด่วนนะคะ จะคอย"

เอ จะตอบยังไงดีน้อ เอาเป็นว่าพี่สุพจน์ขอใช้ภาพนี้เป็นคำตอบดีกว่า ๕๕๕


คิดแล้วใจอ่อน (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)

ตอนจบมาเป็นตำรวจใหม่ๆ ส่วนใหญ่แล้วผมจะเรียกตำรวจโรงพักที่ผมอยู่ตามอายุว่า “ลุง” เน้น ! ส่วนใหญ่นะ เพราะแต่ละคนดูแก๊แก่แม้อายุจะยังไม่ถึง ๕๐ ก็ตาม


แต่พอเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปจนถึง ณ เพลานี้คิดแล้วใจอ่อนครับพี่น้อง ผมเรียกตำรวจคนไหนตามอายุว่าลุงไม่ได้ซักกะคน สูงสุดก็ได้แค่ “อ้าย” หรือพี่เท่านั้น และที่สำคัญ...มีเหลือที่จะให้ผมเรียกว่าอ้ายได้ไม่กี่คนด้วย เฮ้อ...เกิดอะไรขึ้นเนี่ยะ งงจัง

ใครว่าผมดำ...ผมขอเถียง (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)

เมื่อตะกี๊นะช่วงที่ออกไปข้างนอกผมเจอเพื่อนซี้ย่ำปี้กคนหนึ่งก็โอภาปาศรัยกันในฐานะเพื่อนสนิท ตอนหนึ่งผมถามเพื่อนคนนั้นว่า “ตะเองๆ คนอื่นๆ นะว่าเค้าดำ แล้วตะเองว่าเค้าดำไหม” เพื่อนตอบว่า “โฮะ ไม่จริงหรอก ตัวเองน่ะขาวจะตาย” เนี่ยะ เห็นไหมล่ะ เพื่อนผมเขายังยืนยันเลย สุดยอด......

“แต่.....ที่เค้าว่าตะเองขาวจะตายน่ะหมายถึงผมตะเองนะ ๕๕๕” เพื่อนพูดทิ้งท้ายพร้อมหัวเราะซะดังเชีย 

เฮ้อ....เพื่อนนะเพื่อน

คนร่ะยองเค้าคุยกัน : "ตุ" (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)

ลูก : เพาะ หนังสือที่เพาะจะอ่านอยู่ตรงหนา (ไหนล่ะ) เดี๋ยวแช้นจะหยิบไปให้

เพาะ : อยู่ที่ตุใต้หิ้งพร่ะน่ะอีหนู
.......................

“ตุ” ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองหมายถึง “กอง” , “ชั้น” , “สิ่งของที่วางซ้อนกันเป็นกองๆ เป็นชั้นๆ” ประมาณนี้ครับ ซึ่งตามตัวอย่างที่ชักมานี้ก็หมายถึงหนังสือที่พ่ออยากจะอ่านแล้วบอกให้ลูกไปหยิบมาน่ะอยู่ที่กองหนังสือใต้หิ้งพระนั่นเอง

จากสุพจน์ มัจฉา ลูกเพาะเหียน แมะเผือน มัจฉา คนบ้านพังราดไทย หมู่ ๔ ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวั่ดร่ะยอง

ปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ประจำวันหยุด (๒๖ เมษายน ๒๕๕๗)

วันนี้ผมปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ประจำวันหยุดที่ สภ.แม่จริมโดยมีหน้าที่ควบคุมดูแล อำนวยการ สั่งการการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในภาพรวมซึ่งสถานีตำรวจทุกแห่งจะต้องจัดหน้าที่เช่นนี้เหมือนๆ กันครับ

สภ.แม่จริมของเราช่วงนี้เหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ปฏิบัติหน้าที่จำนวน ๑๓ คนตั้งแต่ ผกก.ลงมาเนื่องจากกำลังพลของเราส่วนใหญ่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ กทม.ตั้งแต่เย็นวานนี้มีกำหนด ๑๐ วัน เพราะฉะนั้นพวกเราที่เหลืออยู่ก็จะต้องทำงานหนักกว่าเดิมอีกหน่อย คนหนึ่งอาจจะรับหน้าที่ ๒-๓ งานหรือมากกว่านั้นเพื่อทดแทนหน้าที่ประจำของเจ้าหน้าที่ที่เดินทางไป กทม.แต่ไม่มีปัญหาครับพวกเราทุกคนพร้อมที่จะปฏิบัติด้วยความเต็มใจ จริงใจ ตั้งใจเพื่อให้งานในภาพรวมออกมาดีและสมบูรณ์ที่สุด

สำหรับเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำวันนี้ปรากฏดังภาพด้านล่าง


วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

บ่ายวันนี้ที่โรงพักแม่จริม (๒๕ เมษายน ๒๕๕๗)

ตั้งแต่เย็นวันนี้เป็นต้นไปเจ้าหน้าที่ตำรวจแม่จริมของเราค่อนโรงพักมีภารกิจต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่กรุงเทพมหานครมีกำหนด ๑๐ วันซึ่งสายงานสืบสวนที่ผมรับผิดชอบอยู่นั้นเจ้าหน้าที่ไปกันทุกคนเพราะฉะนั้นก่อนที่น้องๆ เขาจะไปก็ต้องให้เขาเอางานต่างๆ ที่จะต้องทำ ต้องสะสางหรือต้องรับผิดชอบมาให้ผมดำเนินการต่อ ซึ่งงานก็ไม่มากมายอะไร...แค่ที่เห็นกองอยู่บนโต๊่ะนั่นแหละ ๕๕๕

ไม่มีปัญหาหรอกครับ งานจะมากจะน้อยพวกเราที่เหลืออยู่ก็จะช่วยๆ กันอย่างเต็มกำลังความสามารถไม่มีเกี่ยงงอนว่างานนั้นเป็นของคนนี้ งานนี้เป็นของคนนั้น พวกเราอยู่กันแบบพี่น้องครับงานถึงเดินไปอย่างไม่สะดุด

คนน่ารักเค้าคุยกัน (๒๕ เมษายน ๒๕๕๗)

คนนั้น : สวัสดีค่ะพี่ ตอนนี้พี่อยู่ไหน ส่วนน้องอยู่โรงบาลค่ะ

คนนี้ : พี่อยู่โรงพัก เอ้า แล้วเป็นอะไรไปล่ะถึงต้องไปโรงบาลน่ะ เมื่อคืนยังเห็นดีๆ อยู่เลยนี่

คนนั้น : แหม...พี่ก็ ก็น้องทำงานที่โรงบาลนี่คะ เอ้อ แล้วพี่ไปโรงพักทำไม ถูกจับข้อหาไรเหรอ

คนนี้ : อ้าว ก็พี่เป็นตำรวจนี่เธอ เฮ้อ

ร่วมประชุมคณะกรรมการวิเคราห์หมายจับค้างเก่า (๒๕ เมษายน ๒๕๕๗)

วันนี้ตั้งแต่เวลา ๐๙.๓๐ น.เป็นต้นไป พ.ต.อ.ธนกฤต ภูมมินทร์ ผกก.สภ.แม่จริมเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวิเคราห์หมายจับค้างเก่าของ สภ.ฯ ที่ห้อง ศปก.ฯ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผม , พ.ต.ท.ประภาส ฝั้นอิ่นแก่ว พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ , พ.ต.ต.เด่น ขันหลวง สวป.ฯ , ร.ต.อ.พรเทพ ป่าหวาย พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่งานสอบสวน


การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมประจำเดือนเกี่ยวกับการวิเคราะห์หมายจับค้างเก่าซึ่ง สภ.แม่จริมมีคำสั่งที่ ๑๖๔/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ด่วนที่สุด ที่ ตช ๐๐๒๐.๕๒/๕๐๙๘ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้การบริหารจัดการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่าของตำรวจภูธรจังหวัดน่านเป็นไปตามนโยบายและข้อสั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสั่งการและควบคุม (Command and control operation center) หรือ CCOC ให้สามารถติดตามสถานการณ์และสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ ๑ ชั่วโมง

<< ภาพทั้งหมด >>

คนร่ะยองเค้าคุยกัน : "ประกาศ" (๒๕ เมษายน ๒๕๕๗)

ลูกสาว : เฮ้อ ประกาศอีกแล่ว แหม่ กำลังดูหนังเพลินๆ

แมะ : ไม่เป็นไรเหาะ เดี๋ยวก็มาแล่ว นี่ถ้าไม่มีประกาศเราจะได้ดูหนังโทร่ะทัศน์ฟรีๆ แบบนี่เหรอะ
………………

“ประกาศ” ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองที่ชักตัวอย่างมานี้ไม่ได้หมายถึง “การบอกกล่าว เป่าร้อง หรือแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน” แบบความหมายในภาษาภาคกลางหรอกครับพี่น้อง แต่ “ประกาศ” ที่คนร่ะยองเค้าคุยกันน่ะหมายถึง “การโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ , วิทยุ , สื่อสิ่งพิมพ์ ฯ” ที่นำเข้ามาแทรกรายการเป็นช่วงๆตอนๆ โดยเจ้าของสินค้าเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายหรือสปอนเซอร์ให้ทางรายการเพื่อพวกเราจะได้ดูหนังดูละครกันฟรีๆ นั่นเอง (สำหรับประกาศในความหมายของคำภาคกลางคนร่ะยองเราก็ใช้"ประกาศ"เช่นเดียวกันครับ)

จากสุพจน์ มัจฉา ลูกเพาะเหียน แมะเผือน มัจฉา คนบ้านพังราดไทย หมู่ ๔ ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวั่ดร่ะยอง

ภาพด้านล่างนี่ก็เป็น "ประกาศ" อย่างหนึ่งซึ่งเป็นประกาศทางสื่อสิ่งพิมพ์ (ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตครับ)
แต่ภาพนี้เป็น"ประกาศ"ในภาษากลางซึ่งหมายถึง..."ประกาศ...คนนี้หล่อนะ จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน" ๕๕๕



ปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ (๒๕ เมษายน ๒๕๕๗)

วันนี้วันศุกร์ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๗ ผมทำหน้าที่นายตำรวจเวรชั้นผู้ใหญ่ประจำสถานีตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายครับ


วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

คืนนี้ที่ สภ.แม่จริม (๒๔ เมษายน ๒๕๕๗)

คืนนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.ผมเดินทางมาทำหน้าคอยเหตุร่วมกับเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประจำวันนี้ที่ สภ.แม่จริมเฉกเช่นทุกๆ คืนที่ผ่านมา โดยคืนนี้ก็เหมือนคืนนั้น คืนโน้น คืนนู้นนนและแทบทุกคืนนั่นแหละครับคือโรงพักเงียบเชียบ พี่น้องผู้คนไม่มีใครมาติดต่อแจ้งความหรือขอความช่วยเหลืออะไรตำรวจเราหรอก อย่างงี้นี่แหละดีแล้ว เพราะนั่นแสดงว่าแม่จริมเราพี่น้องอยู่กันสงบสุข ร่มเย็น ไม่มีเหตุเภทภัยหรือเรื่องราวที่พี่น้องลำบากใจ ไม่สบายใจ แต่ก็อย่างว่าแหละการเป็นตำรวจต้องพร้อมเสมอ ทุกเมื่อ ทุกเวลานาทีไม่ว่าจะชั้นยศใดก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นตำรวจโรงพักแบบนี้ด้วยแล้วจะต้องตื่นตัวอยู่เสมอเป็นร้อยเท่าทวีคูณ

พวกเราแม่ตำรวจแม่จริมพร้อมครับพ่อแม่พี่น้อง

สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำ สภ.แม่จริมคืนนี้มีดังนี้
๑. ร.ต.ท.กฤษดิกร กันบุญ ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน
๒. ร.ต.ต.ประเสริฐ บุญสุวรรณ (คนในภาพด้านบน) ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่สิบเวร
๓. ร.ต.ต.สัมฤทธิ์ พูลจำปา ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่สื่อสาร
๔. ด.ต.วีระวัฒน์ กะแก้ว ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ประจำวัน

ในส่วนของห้องควบคุมผู้ต้องหาคืนนี้ก็เหมือนทุกๆ คืนนั่นแหละครับปลอดโปร่งโล่งไร้ผู้ต้องหาเพราะคืนนี้ก็ไม่มี นี่แหละครับ...แม่จริมเมืองน่าอยู่ ไม่มีใครเขาทำผิดกฎหมายกันหรอก

แถมท้ายหน่อยครับ 

เพื่อนร่วมงาน : รองครับ วันนี้ทำไมรองไม่ออกกำลังเหมือนทุกวันที่ผ่านมาล่ะครับ
รองครับ : น้ำมันหมดน่ะน้อง
เพื่อนร่วมงาน : เดี๋ยวผมเอารถผมไปซื้อน้ำมันมาให้รองก็ได้ ปั๊มอยู่ใกล้โรงพักแค่นี้เอง
รองครับ : ไม่ใช่น้ำมันรถ...ที่หมดน่ะน้ำมันกล้องต่างหาก 
เพื่อนร่วมงาน : อ๋อ กล้องแบตหมด รองถึงไม่ยอมออกกำลัง ????

ร่วมประชุมคณะกรรมการ ศพส.จ.น่าน (๒๔ เมษายน ๒๕๕๗)

วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น.เป็นต้นไปผมเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดจังหวัดน่าน (ศพส.จ.น่าน) ครั้งที่ ๔/๒๕๕๗ ณ ห้องประชุม ๑ ศาลากลางจังหวัดน่านโดยการประชุมวันนี้นายพิชัยรักษ์ เพชรบุรีกุล ปลัดจังหวัดน่านเป็นประธาน ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยหัวหน้าสถานีตำรวจหรือผู้แทนของสถานีตำรวจทุกแห่งในสังกัด ภ.จว.น่าน (๒๔ สถานี) และคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ รวมประมาณ ๑๐๐ คน
การประชุมครั้งนี้มีวาระการประชุมดังนี้
๑. เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการติดตามและการเบิกจ่ายงบประมาณด้่านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗
๒. เรื่องรับรองรายงานการประชุม ศพส.จ.น่านครั้งที่ ๓/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๗
๓. เรื่องสืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา
๔. เรื่องเพื่อทราบซึ่งมีดังนี้
๑) การจัดสรรงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๒) สถานการณ์การแพร่ระบาดยาเสพติด
๓) สรุปกผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแผน ๑-๗ และ ศพส.อ.ทุกแห่ง
๔) สรุปผลการดำเข้าข้อมูลในระบบสารสนเทศยาเสพติด (nispa)
๕. เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา
๖. เรื่องอื่น
การประชุมครั้งนี้เสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณ ๑๕.๒๐ น.สำหรับรายละเอียดขออนุญาตไม่นำมาเปิดเผยนะครับ

ท่าทีของตำรวจกับสถานะของนายกรัฐมนตรี : โลกตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข (๒๔ เมษายน ๒๕๕๗)

ความโลภ อยากได้ อยากมี อยากเป็น จนไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่คำนึงถึงผลกระทบเชิงลบทางสังคมกลายเป็นเรื่องราวใกล้ตัวที่ผู้คนในสังคมไทยปัจจุบันได้รับรู้และมีประสบการณ์ตรงกับตนเอง เพียงแต่อาจจะมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ปรากฏการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวงที่ปรากฏอยู่ทั่วทุกวงการ โดยมีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลายนั้น ทำให้ในบางครั้งผู้ที่ปฏิเสธการกระทำที่เข้าข่ายการฉ้อราษฎร์หรือการบังหลวงต้องกลับกลายเป็น "คนแปลก" หรือกลายเป็น "แกะดำ" ของกลุ่มคนในสังคมนั้นๆ ด้วยเหตุที่การกระทำตามวิถีคอร์รัปชั่นได้ถูกปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางต่อเนื่องจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คุ้นเคยและคุ้นชิน

ในโลกของทุนนิยมนั้น การสะสมทุนสามารถสร้างพลังอำนาจ ในขณะที่อำนาจก็ทำให้เกิดโอกาสที่จะสะสมทุนเพิ่มขึ้นเพื่อต่อยอดและเสริมสร้างความเข้มแข็งของพลังอำนาจให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เมื่อทั้งเงินและอำนาจตกอยู่ในมือของผู้ใด/กลุ่มใด หากผู้นั้น/กลุ่มนั้นเป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีสำนึกที่ดีต่อสังคมเห็นแก่ประโยชน์และความผาสุกของส่วนรวม ก็จะทำให้สังคมสงบสุขร่มเย็น แต่ถ้าเงินและอำนาจตกอยู่ในมือของผู้ใด/กลุ่มใดที่ไร้คุณธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องเฉพาะกลุ่มตนแล้วนั้น ก็จะทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ ข่มเหงสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมนั้น

ดั่งพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันที่ว่า "ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" จะเห็นได้ว่า หากคนมีอำนาจเป็นคนไม่ดีจะทำให้สังคมวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอำนาจโดยชอบธรรมในการปกครองด้วยแล้วยิ่งสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายแก่สังคมทบทวี

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ท่ามกลางความเจริญบนกระแสทุนนิยมที่เชี่ยวกรากนี้ ทำให้ผลประโยชน์ส่วนตนได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือการคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของคนในสังคม ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ความรุนแรงของปัญหาอาชญากรรมที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและรูปแบบของการก่ออาชญากรรม ดังตัวอย่างของการฆ่าพ่อแม่พี่น้องของบุคคลภายในครอบครัวสายเลือดเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัตินั้น ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้เพียงแค่ความไม่อบอุ่นภายในครอบครัวแต่เพียงเท่านั้น หากแต่มีความจำเป็นต้องมองให้ลึกซึ้งกว้างขวางถึงการเปลี่ยนแปลงการให้คุณค่า ความหมายของสังคมเกี่ยวกับความดีงาม สิ่งที่ควรกระทำหรือไม่ควรกระทำ...หรือว่าสังคมไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่การให้คุณค่าและความหมายว่า "เงินคืออำนาจและความสุข" โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าที่มาของเงินและอำนาจคืออะไร? ใครทำให้เรามีเงินมากได้คนนั้นคือคนดี คนเก่ง ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ?โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่าเขามีคุณธรรมแค่ไหน? อย่างไร?

เมื่อคุณค่าเชิงศีลธรรมเริ่มจางหายไปจากสังคม และมีผลต่อการควบคุมกำกับพฤติกรรมของคนในสังคมน้อยลงแล้วนั้น อำนาจของกฎหมายจะต้องมีความเข้มแข็งอย่างยิ่งเพื่อทำหน้าที่ในการรักษาสมดุลของการกระทำที่จะทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไว้ได้ หากแต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในสังคมปัจจุบันนี้แม้แต่อำนาจทางกฎหมายก็สมควรต้องถูกตั้งคำถามถึงการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม?

กระบวนการยุติธรรมไทยในบริบททางสังคมแบบทุนนิยมและอำนาจนิยมอย่างในปัจจุบันนี้ สามารถยืนยันหลักความเสมอภาค เท่าเทียม และเป็นธรรมได้จริงหรือไม่? หรือว่าแท้ที่จริงแล้วนั้น นอกเหนือจากคำกล่าวที่ว่า "ผู้มีอำนาจเป็นผู้กำหนดความจริงนั้น ยังอาจกล่าวได้อีกว่าผู้มีอำนาจ (และทุน) เป็นผู้กำหนดว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิดได้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่า ความจริง ความถูก หรือความผิดที่ผู้มีอำนาจบอกนั้นอาจไม่ใช่ความจริง ความถูก ความผิด ที่ระบุอยู่ในตัวบทกฎหมายก็ตาม"?

ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่ภาวะงุนงง สับสนในเรื่องความจริง ความถูก ความผิดและบริบทแห่งการแย่งชิงอำนาจนี้ สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เหล่าบรรดาตำรวจซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญกลุ่มหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมและมีภารกิจหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมจำเป็นต้องครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง รอบคอบ รอบด้านและแยบยล แต่ทว่าเร่งด่วนที่สุด เพราะมีความสำคัญและมีผลกระทบอย่างมากต่อสังคมไทยขณะนี้คือประเด็นการบริหารงานภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีตามอำนาจการบริหารงานตำรวจที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน

ในเมื่อตำรวจคือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายและต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้น หากเกิดภาวะที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันจำเป็นต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รักษาการ ในขณะที่มีการเสนอผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งสองประเด็นเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขทางกฎหมายทั้งสิ้น

ตำรวจจะตัดสินใจอย่างไร? ตำรวจจะปฏิบัติงานภายใต้อำนาจการบังคับบัญชาในลักษณะเช่นไร? เพื่ออะไร? และเพื่อใคร? โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายและน่าจับตามองดุลพินิจของผู้นำตำรวจเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถนำพาองค์กรที่ทำหน้าที่อันทรงเกียรติในฐานะต้นธารของกระบวนการยุติธรรมได้สมศักดิ์ศรีเพียงใด

เป็นไปได้หรือไม่ว่าสถานการณ์เช่นนี้คือ บริบทแห่งการทดสอบว่า หากองค์กรตำรวจมีสถานะเฉกเช่นองค์กรอิสระจะทำให้ตำรวจทำหน้าที่ได้สมศักดิ์ศรีของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่สามารถสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริงมากเสียยิ่งกว่าการจำต้องขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม) ในยุคที่ทั่วโลกกำลังตั้งคำถามกับความเสื่อมของระบบการเมืองไทยในวันนี้ !!