วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทำบุญวันออกพรรษา (๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๙)

สิบห้าค่ำ เดือนสิบเอ็ด ออกพรรษา
ร่วมทำบุญ ภาวนา หาในหลวง
พระผู้สถิต ในจิตใจ ไทยทั้งปวง
พระผู้เป็น เช่นห่วง ร้อยดวงใจ
ตั้งใจน้อม พระธรรม คำสั่งสอน
เป็นที่พึ่ง ที่สังวรณ์ ที่แก้ไข
นำธรรมะ นำชีวิต นำจิตใจ
เพื่อถวาย แด่เทพไท้ องค์ภูมินทร์

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หลอมความเศร้าสร้างความดีถวายพระองค์ (๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙)

ธ เสด็จ ดับขันธ์ สวรรคต
โศกสลด รัญทดใจ อาลัยหา
ธ ทรงเป็น เช่นกว่า พระบิดา
เป็นศูนย์รวม ใจทั้งหล้า ประชาไทย
ธ ทรงงาน น้อยใหญ่ พระทัยมั่น
เพื่อพสก นิกรนั้น จวบชั่วสมัย
ธ สถิต ในใจหล้า ทั่วฟ้าไกล
จะหาใด ในโลกา มาเทียมทัน
ณ วันนี้ ไม่มี ธ อีกแล้ว
ธ ผู้เป็น ดวงแก้ว จากสวรรค์
ธ ผู้เป็น ร่มไทรทอง ผองไทยพันธุ์
ธ ผู้เป็น เช่นชีวัน ขวัญชีวี
น้ำตาไหล เจิ่งนอง อาบสองแก้ม
ดุจวันแรม ไร้จันทร์ผ่อง ส่องวิถี
มวลพสก วิปโยค โศกฤดี
ดั่งชีวี แทบสลาย ไปครามครัน




หลอมความเศร้า โศกสลด รันทดจิต
พสกนิกร ทั่วทุกทิศ ทุกสถาน
สร้างความดี เพื่อถวาย ให้ราชัน
จวบถึงวัน พสุธา กลบหน้าเทอญ
.......
สุพจน์ มัจฉา / ร้อยกรอง

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย (๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙)

ส่งเสด็จพระผ่านฟ้า           สู่สวรร-คาลัย
ถวายแด่พระทรงธรรม์       เลิศหล้า 
แสนโศกสุดจำนรรจ์          ในอก อาดูร
มวลหมู่ราษฎร์ถ้วนหน้า     กราบเบื้อง บาทบงสุ์


แผ่นดินร่ำ โหยไห้ อาลัยหา
องค์ราชา อาณา-จักรสยาม
โศกสลด ทั่วแคว้น แดนเขตคาม
ที่สิบสาม ตุลา สวรรคาลัย
เกิดภพใด ชาติไหน ขอได้เกิด
ใต้ร่มเงา อันประเสริฐ เลิศสดใส
ขอเป็นข้า รองพระบาท ทุกชาติไป
แห่งเทพไท้ เจ้าชีวี ภูมิพล


วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ตำรวจไทยครบ ๑๐๑ ปี! ผบ.ตร.วอนชาวบ้านเลิกเกลียด (๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙)

ผบ.ตร.วางพานพุ่มวันตำรวจไทยครบ101ปี เผยพอใจผลงาน วอนชาวบ้านเลิกเกลียดผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

เมื่อเวลา ๐๖.๔๕ น. วันที่ ๑๓ ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นำ คณะรองผบ.ตร. ผู้ช่วยผบ.ตร. และข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำพิธีเนื่องในวันตำรวจประจำปี ๒๕๕๙ ซึ่งปีนี้ครบรอบ ๑๐๑ ปี โดยเริ่มจากสักการะพระภูมิเจ้าที่ พระนิรันตราย พระนารายณ์ จากนั้นถวายพานพ่มสักการะหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

จากนั้นเวลา ๐๘.๐๐ น. ผบ.ตร.นำข้าราชการตำรวจเคารพธงชาติและทำพิธีเปิดใช้เสาธงใหม่ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีความสูง ๓๖ เมตร โดยผบ.ตร.กดปุ่มเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาด้วยตนเอง จากนั้นทำพิธีสงฆ์ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ข้าราชการผู้ล่วงลับ ก่อนสักการะรูปปั้นจำลอง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ เจ้าของประโยค “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ในทางที่ไม่ขัดต่อศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามและกฎหมายบ้านเมือง” 

จากนั้นตามกำหนดการเวลา ๑๒.๓๐ น. ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฎิบัติหน้าที่ ที่อนุสาวรีย์ผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชน โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม จากนั้นเป็นการมอบของที่ระลึกธงพิทักษ์สันติราษฎร์และรูปปั้นอนุสาวรีย์พิทักษ์รับใช้ประชาชนแก่ทายาทของข้าราชการตำรวจเสียชีวิต 

คาดว่าเวลา ๑๓.๕๐ น. ผบ.ตร.จะนำกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักเรียนในร้อยตำรวจที่บริเวณลานฝึกศรียานนท์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และในช่วงค่ำประมาณ ๑๘.๓๐ น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันตำรวจที่สโมสรตำรวจด้วย 

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวถึงการปฏิรูปตำรวจว่าทำมาต่อเนื่อง หลายครั้ง ครั้งนี้ตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่อยากให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยขณะนี้มอบหมาย พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รรท.รองผบ.ตร.รับผิดชอบงานด้านบริหาร ดูแลเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ต่อจาก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตผบ.ตร. คาดว่าอีก ๒-๓ เดือน การศึกษาแนวทางปฏิรูปตำรวจของตร.จะแล้วเสร็จ ส่งให้คณะปฏิรูปชุดใหญ่ของรัฐบาลได้ 

“ที่ผ่านมาเราปฏิรูปมาตลอด ผมให้ความสำคัญเรื่องว่าทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนเชื่อถือศรัทธาตำรวจ ตำรวจทำงานกับประชาชนใกล้ชิด บำบัดทุกข์บำรุงสุข เราทำงาน ๒ ด้านคือการบริการอำนวยความสะดวก และบังคับใช้กฎหมาย โดยงานบริการผมเน้นการบริการบนโรงพัก พยายามทำโรงพักให้ดีที่สุด ให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบาย เชื่อว่ายุคนี้คงไม่มีตำรวจบนโรงพักที่ไม่ต้อนรับหรือไม่เป็นมิตรกับประชาชนแล้ว หากยังพบเห็นตำรวจที่ไม่ต้อนรับไม่บริการประชาชนผมก็จะลงโทษทางปกครอง ปรับย้าย” ผบ.ตร.กล่าว 

และว่าในอดีตที่ผ่านมาที่มักมีคำกล่าวว่าตำรวจถูกแทรกแซงทางการเมือง เป็นเรื่องอดีตที่ตนขอไม่พูดถึง แต่ยืนยันว่าทุกวันนี้ไม่มีองค์กรไหนมาแทกแซงตำรวจแล้ว ตนรับผิดชอบคนเดียว รับนโยบายรัฐบาลและคสช. ไม่มีการแทรกแซงแล้ว สำหรับการดูแลขวัญกำลังใจ และสวัสดิการตำรวจก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ ให้มาดูแลอาคารที่พัก ที่ขาดแคลนอยู่จำนวนมาก 

ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ๑ ปีที่ผ่านมาตนพยายามสร้างการรับรู้ให้ประชาชน ว่าตำรวจยุคคนี้จะเป็นที่รัก ได้เปลี่ยนไปแล้วไม่ทำตัวให้ประชาชนเกลียดตำรวจ นโยบายเฉพาะของตนคือปรับภาพลักษณ์ให้ประชาชนเลิกเกลียดตำรวจ ผลโพลล์ต่างๆที่ออกมาก็ออกมาว่าประชาชนพอใจมากขึ้น แต่อะไรที่ยังบกพร่องผิดพลาดก็จะแก้ไข โดยในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ตนจะมอบนโยบายระดับผบก.ขึ้นไปทั่วประเทศ จะเน้นการดูแลประชาชนเป็นหลัก ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชนให้ดีขึ้น ทำอย่างไรให้ประชาชนเลิกเกลียดตำรวจ แต่ขอให้เข้าใจว่าตำรวจจับกุมแต่คนไม่ดีคนผิดกฎหมาย เรามีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมดาที่คนไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณตำรวจทุกนายในรอบ ๑ ปี ที่ผ่านมาที่ช่วยกันทำงานเพื่อประชาชน ทำผลงานเป็นที่น่าพอใจและได้รับคำชมจากพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ว่าสามารถคลี่คลายเรื่องสำคัญได้ 

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวด้วยว่า การทำงานของตำรวจหลังจากนี้จะเร่งสร้างภาพลักษณ์เพื่อเรียกศรัทธาของประชาชน พร้อมให้คำมั่นสัญญาจะร่งแก้ไขปัญหาจราจรให้ดีขึ้น ให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง ยอมรับว่าปัญหาจราจรในกทม.เป็นเรื่องที่แก้ไขยาก ถนนมีแค่นี้แต่รถมากขึ้น แต่ทุกฝ่ายกำลังแก้ปัญหา ขณะที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันเชื่อว่าจะแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนได้ ขณะเดียวกันกำชับรองผบ.ตร.ที่ดูงานปราบปรามทุกท่านให้ไปดูแลแก้ปัญหา ปราบปรามอาชญากรรม รับมืออาชญากรรมที่มาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/722713

ตำรวจไทยไม่กลัวเมีย (๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๙)

ตำรวจไทยไม่กลัวเมีย
เดี๋ยวจะเสียการปกครอง
อัครฐานเรือนบ้านช่อง
หน้าที่ของตำรวจไทย
ตำรวจไทยไม่กลัวเมีย
มันมีเสียล่ะที่ไหน
พูดมากกระดากใจ
แหมใครใครก็กลัวกัน






ตำรวจไทยไม่กลัวเมีย
หน้าละเหี่ยนึกสงสาร
พูดไปคล้ายประจาน
เพราะใจนั้นมันกลัวกลัว



ตำรวจไทยไม่กลัวเมีย
แต่ว่าเมียไม่กลัวผัว
ตำรวจไทยเมียไม่กลัว
เธอแค่"ผัว" แต่ฉัน"เมีย" (ฮ่ะๆๆ ดูฮิ ใครใหญ่)
.......
เมียตำรวจ : พิธีวันตำรวจก็เสร็จแล้ว มัวช้าอยู่ทำไม โน่น ถ้วยช้อนจาน ล้างซะ,ข้าว หุงซะ,เสื้อผ้า รีดซะ ... ฯลฯ จัดการซะตำรวจไทย"
ตำรวจไทย : ทราบ ว๒ ว๘ รับปฏิบัติจ้า
.......
"ตำรวจไทยไม่กลัวเมียจ้า" เหอๆๆๆๆ

สวัสดีวันตำรวจ (๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙)

วันตำรวจ ที่ ๑๓ เดือนตุลา
ขอทุกท่าน ทั่วหน้า จงมีสุข
เงินทองไหล กองเทมา อย่าได้ทุกข์
และสนาน สนุก กับชีวิต
หวังสิ่งใด ขอให้ได้ ดั่งที่หวัง
ให้สมอย่าง ที่ตั้ง กายใจจิต
ให้ร่ำรวย เงินสตางค์ อย่างที่คิด
หมู่มวลมิตร มีมากมาย มิหมายเมิน
ตำรวจเรา จะเฝ้าปก ป้องดูแล
อย่างแน่วแน่ ทุกสิ่งอย่าง ไม่ห่างเหิน
รักตำรวจ เกลียดตำรวจ ก็ขอเชิญ
ใช้ตำรวจ อย่ามัวเมิน มองข้ามไป
ตำรวจดี นั้นมีมาก อยากจะเอ่ย
ใคร่เฉลย ความคิดเห็น เป็นไฉน
แต่ขอเก็บ เรื่องนั้นไว้ ในจิตใจ
แค่หวังได้ มุ่งรับใช้ ประชาชน


ประชาชน กับตำรวจ คือพี่น้อง
เป็นเพื่อนพ้อง น้องพี่ และทุกหน
สำคัญยิ่ง ตำรวจ-ประชาชน
ก็คือคน คนเดียวกัน นั้นนั่นเอง
หากพี่น้อง เป็นสุข ทุกข์หลีกหนี
ไร้สิ่งที่ ผู้ใดกล้า มาข่มเหง
ภยันตราย ใดใด ไม่หวั่นเกรง
เราจะเร่ง รีบรุด สุดกำลัง
เนื่องแห่งวัน ตำรวจ ในปีนี้
ขอให้เพื่อน พ้องน้องพี่ สุขสมหวัง
ตำรวจจะ ร่วมแรง ร่วมพลัง
ทุกสิ่งอย่าง เพื่อสังคม ประชาชน
.......
สวัสดีวันตำรวจ
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙




วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

โรงพักเฮฮา : ตอน "โรงพักนี้บริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง (๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๙)

คืนหนึ่งราวๆ ตีสองขณะผมกำลังหลับไหลอยู่ที่แฟลตซึ่งอยู่ติดๆ กับโรงพักนั้นก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเอะอะโวยวายที่โรงพัก จึงเดินลงไปดู
"เนี่ย อ้ายลุงดาบ ต๋ำหนวดโฮงพักนี้ใช้บ่ได้เลย..." ลุงคนหนึ่งซึ่งดูสภาพแล้วคงจะเมาแอ๋ยืนพูดกับผมหน้าโต๊ะสิบเวร "...แหม่ แล้วยังมีหน้ามาเขียนเหียดิบเหียดีว่า 'โรงพักนี้บริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง' แต่ก็ยะบ่ได้เหมือนที่คุย"
"เอ้อ..." ผมถามลุงแก "...แล้วมันเป็นยังไงครับลุง ไหนบอกผมมาฮิ"
"ก็..." ลุงตอบพร้อมเซไปข้างหน้า ๒-๓ ก้าวจนขวดเหล้าที่ถือในมือเกือบฟาดกับโต๊ะ "...เมียลุงมันจ่มหาว่าวันๆ ลุงบ่ยะหยังซักอย่าง เอาแต่กินเหล้าๆ ถ้วยจานจ๊อนบ่ยอมล้าง ฯลฯ ลุงก็เลยมาหาต๋ำหนวดเพื่อให้ช่วยไปบริการล้างจาน ถูบ้านให้หน่อย ต๋ำหนวดก็บ่ไปยะหื้อลุง...เพล้งงง" พร้อมเอาขวดเหล้าฟาดกับโต๊ะสิบเวรสุดแรงจนแตกกระจาย
ผล...ตำรวจโรงพักนี้ก็เลยให้บริการลุงแกตามที่คุยไว้ด้วยการเอาตัวเข้าไปสงบสติอารมณ์ในหัองขังโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพียงแลกด้วยเลือดให้ยุงมันนิดหน่อยตลอดคืนนี้หรือจนกว่าจะสร่าง
"โรงพักนี้บริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง" เหอๆๆๆ

สวัสดีวันพุธ (๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๙)

ถึงวันพุธ ห้ามตัด ก็แล้วแต่
แต่ใจข้า แน่วแน่ ว่าต้องตัด
อีเรียมเอ๋ย เคยทำข้า สารพัด
ข้าจึงตัด สวาทนั้น แม้วันพุธ
.......
ข้าเอาจริงแล้วนะอีเรียม ฮึ่ม / ไอ้ขวัญ
วันพุธขึ้น ๑๑ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

โม่,ที่โม่แป้ง (๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๘)

บ้านเราสมัยก่อนนั้นพวกขนมนมเนยอย่างที่มีขายกันเกลื่อนตามท้องตลาด ตามห้างสรรพสินค้าแบบสมัยนี้แทบไม่มีหรอก จะมีอยู่บ้างก็เป็นการทำขายกันเองเล็กๆ น้อยๆ ภายในหมู่บ้านแต่ก็ไม่ค่อยมีใครนิยมซื้อกินกันเพราะส่วนใหญ่เขามักจะทำเอง ยิ่งถ้าช่วงเป็นงานบุญล่ะก็เขามักจะทำกันที่บ้านเพื่อเอาไปถวายพระ

การทำขนมนมเนยอย่างที่ว่าน่ะทำแต่ละทีลำบากลำบน ใช้เวลานานอย่างน้อยก็ครึ่งค่อนวันหรือเป็นวันเลยก็มีเพราะก่อนจะทำน่ะต้องเอาแป้งหรือข้าวไปแช่น้ำไว้ก่อนรอจนกว่าข้าวจะยุ่ยได้ที่ถึงเอาไปโม่ การโม่ก็จะใช้ “โม่” หรือ “ที่โม่แป้ง” ซึ่งทำด้วยหินที่บ้านเรือนส่วนใหญ่จะมีถ้าไม่มีก็ไปหยิบไปยืมข้างๆ บ้านนั่นแหละไม่มีใครเขาหวง

การโม่แป้งนี่ถือว่าเป็นความสามัคคีอย่างหนึ่งที่คนในครอบครัว พ่อแม่ลูกจะมาช่วยกัน พ่อเป็นคนโม่ แม่เป็นคนใช้ช้อนตักแป้งที่แช่หยอดหลุม ส่วนลูกๆ ก็ช่วยนั่นช่วยนี่ตามประสาซึ่งกว่าแป้งจะหมดใช้เวลาพอสมควรแต่ก็เป็นอะไรที่สนุก มีความสุข โม่ไปคุยกันไปกะหนุงกะหนิง

อีกอย่างหนึ่งที่ผมเคยเห็นมาตอนเป็นเด็กๆ น่ะหนุ่มๆ เขาจะใช้โอกาสนี้ “จีบสาว” ไปในตัวโดยสาวบ้านไหนที่จะทำขนมมักจะนัดหนุ่มๆ ไว้ล่วงหน้าว่าวันนั้นวันนี้ที่บ้านจะทำขนมนะถ้าว่างให้ไปช่วยโม่แป้งหน่อย แหม่ แบบนี้หนุ่มคนไหนถ้าตอบว่าไม่ว่างก็ผิดคนแล้วยิ่งถ้าตัวเองมีใจพิสวาสต่อสาวคนนั้นด้วยรับรองไปช่วยทันทีไม่ว่าการโม่แป้งครั้งนั้นจะใช้เวลานานเท่าไรก็ไม่มีการบ่น บางคนชอบซะอีกยิ่งนานยิ่งดี

สมัยนี้ “โม่” หรือ “ที่โม่แป้ง” ที่ว่าเนี่ยถ้ายังมีอยู่ก็มีเฉพาะเอาเก็บไว้ในบ้านเฉยๆ ไอ้ที่จะนำมาใช้แบบตะก่อนน่ะแทบไม่มีแล้ว อย่างว่าเนาะกาลเวลาเปลี่ยนไปทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาโลก
เอ้า พี่น่องบ้านเราคนไหนเคยช่ายโม่โม่แป้งมั่ง เป็นงา ส้ะหนุกแม้ ไหนบอกให้ฟังหน่อยฮิ

สวัสดีวันอังคาร (๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๙)

วันอังคาร อีเรียมนั้น เคยสัญญา
ว่าจะรัก แต่เพียงข้า ตราบฟ้าสลาย
แล้วไม่นาน อีเรียมนั่น พลันเปลี่ยนไป
ลืมสัญญา หน้าศาลไทร ในวันอังคาร
........
ไอ้ขวัญ
วันอังคารขึ้น ๑๐ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ความทรงจำครั้งเยาว์วัย : ตอน “เยี่ยวรดกางเกง” (๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙)

“เอ่อ ดูเหียอู๊ดฮิ แหม่ เรื่องที่จะเขียนมีถมเถถมถืดไม่ยอมเขียน แต่มาเขียนเรื่องเยี่ยวร่ดกางเกงซะงั่น แลขลังๆ (แปลกๆ)” เนี่ยะ ผมว่านะดีไม่ดีมีพี่น้องบางคนที่พออ่านที่ผมจั่วหัวเรื่องแล้วจะต้องพูดออกมาแบบนี้แน่ๆ เอ้อ นั่นฮิ่เนาะ เรื่องที่จะเขียนมีถมเถถมถืดไม่ยอมเขียน ฮ่ะๆ ที่เขียนน่ะไม่ใช่รา (อะไรหรอก) แบบว่าอยากเขียน (พิมพ์) น่ะเพราะเหียอู๊ดเจอมากะตัวเอง เหอๆๆๆ คนอะไร “เยี่ยวรดกางเกง” แลหน้าไม่อาย
เรื่องราวนี้ผมจำได้แม่นยำว่าเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะแม รัตนโกสินทร์ศก ๑๘๖ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๐ เวลาราวใกล้ๆ ๔ โมงเย็น “แหม่ เหียอู๊ดโม้หรือปล่าว คนอะไรจะจำได้ดีขนาดนั้น” ไม่โม้หรอกครับ จริงๆ ผมจำได้แม่นยำเพราะวันนั้นเป็นวันเปิดเรียนวันแรกของผมและเพื่อนๆ วัยเดียวกันอีกราวๆ ๓๐ คนในชั้น ป.๑ ที่โรงเรียนวัดพังราด (เพิ่มราษฎร์รังสรรค์) ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวัดร่ะยอง โดยในยุคนั้นโรงเรียนจะเปิดเทอมวันที่ ๑๑ พฤษภาคมของทุกปีเว้นแต่ถ้าวันที่ ๑๑ ตรงกับวันหยุดก็จะเลื่อนไปเปิดในวันจันทร์ถัดไป

อย่างว่าแหละครับเด็กๆ รุ่นผมน่ะพอออกจากท้องแม่มาแล้วก็แทบไม่ได้ออกไปไหน หรือถ้าจะไปก็มักจะไปกับพ่อกับแม่เสียเป็นส่วนใหญ่รวมถึงค่อนข้างจะกลัวๆ คนแปลกหน้าที่เราไม่เคยรู้จักคุ้นเคยมาก่อนด้วย จะถามอะไรก็ไม่กล้าถาม พอถึงเวลาเขาถามมาก็ไม่อยากจะตอบแบบว่าอายน่ะ ก็ยังงงอยู่จนบัดนี้ว่าเราอายอะไรกันตอนนั้น วันแรกที่โรงเรียนเปิดได้เจอเพื่อนใหม่ซึ่งมีส่วนหนึ่งที่รู้จักมาก่อนแต่อีกส่วนหนึ่งไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ากันทั้งๆ ที่ก็เป็นคนหมู่บ้านพังราดไทยด้วยกันนั่นแหละดังเหตุผลที่ผมว่าเมื่อตะกี๊

วันนั้นครูจอง ทองก้อน ครูใหญ่ซึ่งทำหน้าที่ครูประจำชั้น ป.๑ อีกหน้าที่หนึ่งด้วยบอกให้พวกเราทำอะไรพวกเราก็ทำหมด ไม่หือไม่อือ ไม่มีปากมีเสียง ให้นั่งตรงไหน กับใครแบบไหนเราทำตามหมดโดยไม่มีใครพูดอะไรกับใครเลย และแล้วต่อมาเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น....
ใกล้ๆ ๔ โมงเย็นวันนั้นครูจองเข้ามาพูดคุยกับพวกเราพร้อมอบรมชี้แนะอะไรต่างๆ เยอะแยะเลย เช่นการเป็นนักเรียนที่ดีจะต้องทำตัวอย่างไร การทำตัวต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่อคุณครู ต่อผู้ใหญ่และสังคมรอบข้างต้องทำอย่างไรท่ามกลางฟ้าฝนที่ตกลงมาไม่หยุดหย่อนตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ พวกเราฟังครูแบบรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่งตามประสา ตอนแรกๆ ผมก็สมาธิดีหรอกครับ แต่พอตอนหลังๆ สมาธิชักไม่อยู่กะเนื้อกะตัวซะแล้ว เพราะอะไร.... อ้ะอ๊า ก็ข้าศึกน่ะซิ่ ข้าศึกมันบุกประชิดขื่อกางเกงเข้ามาทุกขณะๆ ตอนแรกๆ ก็พอจะตั้งรับมันไหวแต่ตอนหลังรับไม่ได้แล้ว ข้าศึกตีฝ่าวงล้มออกมาจนเลอะเทอะกางเกงนักเรียนตัวที่ผมนุ่งในวันแรกนั้นจนเปียกแฉะไปหมด ใช่แล้ว ใช่แล้วครับผม “เยี่ยวแตก” รดกางเกงนั่นเอง เพื่อนๆ บางคนเห็นก็ไปบอกครูจอง “ครูครับๆ เด็กตัวดำๆ คนนั้น (แล้วชี้มาทางผมเพราะเรายังไม่รู้จักชื่อกัน) เยี่ยวร่ดกางเกงครับ” เมื่อครูรู้ก็ถามผมว่าทำไมไม่บอกครูล่ะว่าปวดฉี่ ครูจะได้อนุญาต ผมก็บอกกับครูแบบอายๆ ว่า “พ้มไม่กล้าบอกครูครับ” ครูก็เลยเอา case ผมเป็นตัวอย่างบอกเพื่อนๆ ว่าต่อไปถ้ามีอะไรให้รีบบอกครูจะได้จัดการเสียให้ทันท่วงที พวกเราพูดว่า “ครับ/ค่ะ” พร้อมๆ กัน และอีกพักหนึ่งครูก็ปล่อยพวกเรากลับบ้าน
เย็นนั้นผมเดินกลับบ้านไปพร้อมกับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ที่บ้านอยู่ทางเดียวกันโดยไม่พูดกับใครเลยซักกะคน เหอๆๆๆๆ “เยี่ยวร่ดกางเกงซะแล่วเหียอู๊ด” แลน่าสมเพด

สวัสดีวันจันทร์ (๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙)

ลุวันจันทร์ สุขสันต์ แสนหรรษา
ลุวันจันทร์ เริงร่า จะหาไหน
ลุวันจันทร์ เริงรื่น แช่มชื่นใจ
ลุวันจันทร์ แจ่มใส ในฤดี

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ความทรงจำครั้งเยาว์วัย : ตอน “กล้วยน้ำว้าบดข้าว” (๙ ตุลาคม ๒๕๕๙)

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้วันอาทิตย์ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก รัตนโกสินทร์ศก ๒๓๕ ตรงกับวันที่ ๙ ตุลาคม พุทธกาลล่วงแล้ว ๒๕๕๙ ปี วันหยุด วันพักผ่อน วันสบายๆ ของหลายๆ ท่าน วันหยุดนี้ผมขอนำพี่น้องไปย้อนอดีตกันหน่อย สำหรับเรื่องราวจะเป็นอย่างไรตามผมมาเลยครับ
อาหารสุดวิเศษของทารกหรือเด็กแรกเกิดไม่ว่าจะที่ไหน ประเทศใดก็ตามในโลกนี้นั้นว่ากันว่าไม่มีอะไรเกินไปกว่า “น้ำนมแม่" ซึ่งใช้หล่อเลี้ยงให้ลูกน้อยที่กำลังแบเบาะเติบโตขึ้นมาพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง จิตใจแจ่มใสร่าเริง ทุกคนจะต้องได้กิน ไม่ว่าจะมีฐานะดี ร่ำรวยเป็นเศรษฐีหรือยากจนเข็ญใจเพียงใดก็เถอะ แต่การกินนมแม่นี้ใช่ว่าจะกินไปจนโตได้เสียเมื่อไร พอถึงอายุช่วงหนึ่งราวขวบเศษๆ ก็ต้องหย่านมแล้ว ส่วนอาหารน่ะไม่ว่าจะอายุเพียงใดก็ต้องกินเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอด ตอนที่กำลังกินนมอยู่ก็ต้องกิน เพียงแต่อาจกินน้อยหน่อยไม่เหมือนช่วงหย่านมแล้วที่จะต้องกินเพิ่มมากขึ้น แล้วอาหารที่กินเป็นอะไร???

เชื่อว่าพี่น้องส่วนหนึ่งที่อายุเข้าเลข ๔ ขึ้นไปคงจะเคยได้ยินรวมถึงเคยพบ เคยสัมผัสกับตัวเองหรือไม่ก็กับพี่ๆ น้องๆ หรือญาติๆ ในเรื่องที่ผมจั่วหัวเรื่องวันนี้มาบ้างไม่มากก็น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่เติบโตหรือใช้ชีวิตแรกเกิดแถบชนบท ท้องไร่ท้องนา
เรื่องอาหารการกินของเด็กนั้นคนที่มีฐานะดีหรืออยู่ในเมืองใหญ่ๆ อยู่ในถิ่นที่เจริญแล้วก็คงจะไม่พ้นอาหารเสริมประเภทต่างๆ ที่คุณหมอหรือนักโภชนาการเขาแนะนำ แต่อย่างไรเสียช่วงแรกๆ จะต้องเป็นอาหารประเภทอ่อนๆ ที่ละลายได้ทันทีเมื่อเข้าสู่ปากทารกเพราะเด็กยังไม่มีฟันที่จะขบเคี้ยวอะไรได้ สำหรับเด็กที่อยู่ห่างไกลความเจริญ อยู่ท้องไร่ท้องนาหรือพ่อแม่ฐานะไม่สู้ดีนักล่ะกินอะไร อ้ะอ๊า นี่เลย เข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้ซะทีหลังจากรำพันมานาน อะไรหรือ แหม จะอะไรซักอีกล่ะ นี่ไง “กล้วยน้ำว้าบดข้าว” จ้า
พอถึงตอนนี้คิดว่าพี่น้องที่เคยกินหรือเคยสัมผัสมาคงจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หรือบางคนอาจจะหน้าเบ้ก็ได้เมื่อนึกถึงสภาพและรสชาติของมันตอนนั้น แต่ผมคิดว่าทุกคนคงจำรสชาติด้วยตนเองขณะกินไม่ได้หรอกครับ เพราะอะไร ก็เพราะตอนนั้นเรายังเด็ก ยังไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะจำได้ว่าเป็นยังไง แต่ก็คงจะต้องอร่อย รสชาติดีแน่นอนเพราะพ่อแม่จะต้องทำหรือปรุงอย่างสุดฝีมือเพี่อลูกน้อยของตนอยู่แล้ว แล้วการทำเขาทำกันยังไง อ้ะ ตามผมมา
ขั้นแรกไปเอากล้วยน้ำว้าซึ่งแทบทุกบ้านในตอนนั้นมีหรือหากไม่มีก็ขอเขาข้างบ้านก็ได้ซึ่งสมัยผมเป็นเด็กอยู่บ้านพังราดไทย อำเภอแกลง ร่ะยองนั้นไม่มีการซื้อขายกันหรอก ใครอยากกินก็ปลูกหรือไม่ก็ขอเพื่อนบ้านหรือญาติใกล้ๆ มีถมเถไป เขาไม่หวง กล้วยน้ำว้าที่ว่านี้ต้องเลือกชนิดที่สุกเป็นอย่างดีแล้ว ๑ ลูก ขนาดเล็กใหญ่ก็เอาให้พอเหมาะกับเด็กที่จะกินว่าตัวเล็กตัวใหญ่แค่ไหน เสร็จแล้วเอาไปย่างบนเตาอั้งโล่ที่ก่อไว้ในครัว หมั่นพลิกไปพลิกมาคะเนว่าสุกดีแล้วจึงเอาออกมาจากนั้นแกะเปลือกพร้อมเส้นไยหรือกากที่อาจจะมีในเนื้อกล้วยออกให้หมดแล้วเอามาใส่ถ้วยเล็กๆ ซึ่งในถ้วยมีข้าวจ้าวที่บดไว้จนเละเป็นเนื้อเดียวกันอยู่พร้อมทั้งเอาเกลือทะเลใส่เข้าไปสักเม็ดสองเม็ดเพื่อเพิ่มรสชาติแล้วบดกล้วย,เกลือและข้าวจ้าวให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว เมื่อถึงเวลาก็เอาไปป้อนลูกน้อยโดยใช้ช้อนชาเล็กๆ ตักเข้าปากทีละคำๆ พร้อมน้ำอุ่นที่ต้มสะอาดให้ดื่มด้วยวิธีเดียวกันเป็นระยะๆ จนอิ่มก็เป็นอันเสร็จพิธีของแต่ละมื้อแต่ละครั้ง
สำหรับรสชาติของอาหารวิเศษซึ่งก็คือกล้วยน้ำว้าบดข้าวนี่จะเป็นแบบไหนก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับว่าตอนนั้นคนกินยังเล็กเหลือเกินที่จะอธิบายถึงรสชาติของมันได้ แต่พอผมโตขึ้นมาได้นิดหนึ่งซึ่งพ่อกับแม่มีน้องเกิดตามมา หลายครั้งเหมือนกันที่ผมรับหน้าที่ปรุง “กล้วยน้ำว้าบดข้าว” ให้น้องพร้อมแอบ “แผ็บ” (คำร่ะยอง : ความหมายจะประมาณคำว่า “แอบกิน,กินเล่นๆ ไม่ถึงขนาดกินอิ่มอะไร ประมาณนี้ครับ) โอ้โฮ พูดแล้วจะหาว่าคุยครับท่านผู้ชม แหม่รสชาติงี้ “เอาได้” เลยทีเดียว ทั้งหอม ทั้งหวาน ทั้งนุ่มเจือไปด้วยรสเค็มปะแล่มๆ ของเกลือที่ใส่จนบางทีอด “แผ็บ” เป็นครั้งที่ ๒ ที่ ๓ ไม่ได้ ฮ่ะๆๆๆ ซึ่งพี่น้องท้องเดียวกับผมที่มี ๗ คนล้วนเติบโตมาจาก “กล้วยน้ำว้าบดข้าว” ด้วยกันทั้งนั้น
หันกลับมาสมัยนี้ “กล้วยน้ำว้าบดข้าว” นี่ยังจะหลงเหลืออยู่ในประเทศเราบ้างหรือไม่ผมไม่ทราบแต่ที่บ้านเก่าผมเด็กๆ รุ่นใหม่ไม่เคยเห็นหรือรู้จักกันแล้ว นึกไปบางครั้งก็ใจหาย แต่ก็ว่าแหละความเจริญทางด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางโภชนาการที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่งทำให้ทิ้งสิ่งที่ผ่านมากลับกลายเป็นอดีตไปอย่างไม่อาจหวนคืนได้อีก เฮ้อ แลน่าเสียดายเหลือเกิน

สวัสดีวันอาทิตย์ (๙ ตุลาคม ๒๕๕๙)

วันอาทิตย์ ข้าหมดสิทธิ์ ติดธุระ
เพราะวันนี้ เป็นวันพระ ข้าอยู่วัด
อีกกระเป๋า ของข้านี้ ไม่มีอัฐ
ขอผิดนัด อีเรียมนะ ไม่ว่าเนาะ
.......
ไอ้ขวัญ
วันอาทิตย์ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

รำลึกถึงมิตร ชัยบัญชา พระเอกตลอดกาล (๘ ตุลาคม ๒๕๕๙)

สี่สิบหก ปีผ่าน วันสิ้นมิตร
ที่เหมือนดั่ง ญาติสนิท แนบชิดใกล้
แม้นเวลา ผันผ่าน นานเพียงใด
มิตรยังอยู่ ในใจ ไทยทั่วแดน 
.......
๘ ตุลาคม ๒๕๑๓ วันเสียชีวิตของพระเอกอมตะตลอดกาล "มิตร ชัยบัญชา"


ประวัติมิตร ชัยบัญชา
ขอทำตาม ที่ใจ ปรารถนา
ซักหน่อยหนา อย่าว่า กันนะครับ
อยากเป็นมิตร ชัยบัญชา น่ะโปรดทราบ
ก็เลยจับ ตัดแต่ง ภาพสักนิด
แหมดูแล้ว เข้าท่า นะตัวเรา
ดั่งเราเขา นั้นเป็น ญาติสนิท
ว้าวสุพจน์ มัจฉา นั่นล่ะมิตร
พี่น้องคิด เหมือนผม กันไหมครับ



ไม่รู้จะทำไง แหมก็ใจอยากเป็นมิตร
ไม่อยากได้แค่คิด เลยเป็นมิตรวันนี้ซะ
แอ๊ะแอ๊แหม่เอาได้ เอ็งนี่คล้ายมิตรจังว่ะ
ก็ว่างั้นแหละนะ ขอบใจจ้ะ...มิตรมิตรมิตร


มิตรเสียชีวิตขณะแสดงภาพยนตร์เรื่องอินทรีทองที่อ่าวตาล พัทยา ชลบุรี เวลาแระมาณ ๑๖.๓๐ ของวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๑๓


สวัสดีวันเสาร์ (๘ ตุลาคม ๒๕๕๙)

สวัสดีวันเสาร์จ้ะ มาแล้วนะเพื่อนน้องพี่
ทั่วแคว้นแดนธานี ทุกถิ่นที่ในแหลมทอง
สวัสดีวันเสาร์จ้ะ มาแล้วนะเพื่อนพี่น้อง
มากมายมิตรหมายมอง มิหม่นหมองมองหมางเมิน

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

จดหมายจากไอ้ขวัญถึงอีเรียม (๗ ตุลาคม ๒๕๕๙)

ยามจันทร์เสี้ยว เกาะเกี่ยว กับขอบฟ้า
เรียมเอ็งเคย สัญญา ต่อหน้าศาล
ว่าจะรัก ข้านี้ นิจนิรันดร์
จวบสิ้นชีพ วายปราณ มั่นมิคลาย
ข้ากรีดเลือด ท้องแขน แทนคำมั่น
ว่าจะรัก เอ็งนั้น ตราบวันสลาย
พระจันทร์เสี้ยว เกาะเกี่ยว ที่กิ่งไทร
เป็นพยาน คำมั่นไว้ ให้สองเรา
แต่ไหนเลย เรียมเอย ดวงยี่หวา
เจ้าทอดทิ้ง ให้ข้า มาหงอยเหงา
ทิ้งคลองคุ้ง ท้องทุ่งนา ป่าลำเนา
ทิ้งทิวเขา เข้าบางกอก ไม่บอกลา
วันกรีดเลือด แทนสัญญา แม้ข้าเจ็บ
แต่ไม่เจ็บ เท่าเอ็งหลอก กลับกลอกข้า
คลองแสนแสบ แม้คดเคี้ยว เลี้ยวไปมา
ยังดีกว่า คนใจคด หมดน้ำใจ
โอ้ค่ำนี้ จันทร์เสี้ยว เกาะเกี่ยวฟ้า
อีเรียมเอ๋ย คิดถึงข้า บ้างไฉน
ข้าแหงนมอง ท้องนภา ฟากฟ้าไกล
จวบจันทร์เสี้ยว เกี่ยวไทร หายลับเลือน
.......
ไอ้ขวัญ
วันอังคารขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕

สวัสดีวันศุกร์ (๗ ตุลาคม ๒๕๕๙)

เคยเลี้ยงงัว เลี้ยงควาย ในวันศุกร์
สนานสนุก กลางท้องนา คราวสันต์
มาบัดนี้ เรียมของพี่ หนีหน้าพลัน
ใจไหวหวั่น ระคนทุกข์ สุขไม่มี
.......
ไอ้ขวัญ
วันศุกร์ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

จดหมายจากไอ้ขวัญถึงอีเรียม (๖ ตุลาคม ๒๕๕๙)

ฝนเริ่มซา เมื่อครา ย่างหน้าหนาว 
เด่นสกาว กล้าข้าว สีสดเขียว
เริ่มแตกรวง รองรับ กับคมเคียว
รอเก็บเกี่ยว ยามรวงทอง ทั่วท้องนา
เจ้าเคยพร่ำ จำนรร ฉันท์คนรัก
หมายสมัคร จับเคียว เกี่ยวกับข้า
แต่ไฉน ไปบางกอก ไม่บอกลา
ปล่อยไอ้ขวัญ เหว่ว้า ระอาทรวง
ไอ้เรียวเอ๋ย ก่อนเรียมเคย ขี่หลังเจ้า
มาบัดนี้ ต้องเศร้า เขาไม่ห่วง
อีเรียมมัน หนีข้า ข้าวกล้ารวง
หนีไปควง หนุ่มบางกอก ช้ำชอกฤดี


ท้องทุ่งงาม ยามนี้ มีเพียงข้า
รอเก็บเกี่ยว ข้าวกล้า หน้าหนาวนี่
อีเรียมเอ๋ย ไยเลย ลืมวจี
ที่เคยให้ ไอ้ขวัญนี้ ได้ลงคอ
ฝนเริ่มซา เมื่อครา ย่างหน้าหนาว
ข้ายังคง คอยเจ้า เข้าเรือนหอ
แม้นเนิ่นนาน กี่เพลา ข้าจะรอ
เคียงพะเน้า เคล้าพะนอ คลอคู่เรียม
......
ไอ้ขวัญ
วันจันทร์ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕

สวัสดีวันพฤหัสบดี (๖ ตุลาคม ๒๕๕๙)

คำสัญญา หน้าศาล เจ้าพ่อไทร
ถอนไม่ได้ เรียมจ๋า ฟังข้าก่อน
ถ้าขืนทำ เอ็งน่ะ จะเดือดร้อน
พฤหัส ห้ามถอน ท่านสอนไว้ 
.......
"อีเรียม ถ้าเอ็งถอนคำสัญญารักของเราในวันนี้เอ็งจะต้องตกนรกหมกไหม้" / ไอ้ขวัญ


วันนี้ ที่นี่ ตรงนี้
ตรงนี้ ที่นี่ ที่ไหน
ตรงนี้ ที่นี่ นี่ไง
เหลียวขวา แลซ้าย ใช่เลย
.......
เอ่อ ใช่จริงๆ ด้วยเกี๊ย แหม นึ่กว่าที่ไหนซะอีก ฮ่ะๆ เอาได้ๆ เหอๆๆ 

(กองบังคับการสืบสวน ตำรวจภูธรภาค ๕)