วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

จ๊ะโอ๋ (๑๕ มกราคม ๒๕๕๔)

เช้าวันหนึ่งช่วงต้นๆ เดือนเมษายนปีที่ผ่านมาผมเดินทางไปถึงโรงพักพานที่ผมทำงานอยู่เร็วเป็นพิเศษเพราะวันนั้นจะต้องไปประชุมรับนโนบายจากผู้บังคับบัญชาเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พอไปถึงก็คว้าเอกสารที่เตรียมไว้ตั้งแต่คืนที่ผ่านมาติดตัวแล้วเดินทางไปประชุมทันทีโดยลืมเข้าไปตรวจห้องควบคุมผู้ต้องหาหรือห้องขังที่ผมปฏิบัติมาตลอดเป็น รปจ. (ระเบียบปฏิบัติประจำ) ทันทีที่ผมไปถึงโรงพักไปเลย

การประชุมวันนั้นเสร็จสิ้นเมื่อราวๆ เที่ยง หลังจากประชุมและทานอาหารกลางวันเสร็จก็เดินทางกลับโรงพักเลยเพราะจะต้องนำรายละเอียดในการประชุมเสนอท่านผู้กำกับ ใช้เวลาเดินทางจากตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายถึงโรงพักประมาณ ๓๐ นาที



“กระผม ดาบตำรวจเวที เรือนปาง ปฏิบัติหน้าที่สิบเวรประจำวันนี้ ขณะปฏิบัติหน้าที่มีผู้ต้องหา ๑ คนเป็นชายถูกจับกุมในข้อหาเสพสารระเหย เหตุการณ์ทั่วไปปกติครับ” เจ้าหน้าที่สิบเวรรายงานตัวและเหตุการณ์ให้ผมทราบตามระเบียบที่กำหนดทันทีที่ผมเดินทางถึงโรงพัก

“สวัสดีพี่เวที” ผมพูดกับสิบเวรซึ่งอายุมากกว่าผม “ใครล่ะพี่ที่ถูกจับอยู่ข้างในน่ะ” ผมถามต่อ

“ก็จ๊ะโอ๋คนเดิมนั่นแหละครับนาย” สิบเวรตอบ

“จ๊ะโอ๋อีกแล้วเหรอ” ผมกึ่งพูดกึ่งถาม

จ๊ะโอ๋คนที่พูดถึงนี่อายุประมาณ ๓๐ แก่ๆ ซึ่งตั้งแต่ที่ผมมารับราชการที่โรงพักพานผมเจอแกมาถ้าจำไม่ผิดก็ราวๆ ๘-๙ ครั้งแล้ว เจอกันที่ไหนเหรอครับ ก็ที่ห้องขังนี่แหละ แกถูกจับข้อหาเดียวเท่านั้นคือดมกาวหรือถ้าจะเรียกศัพท์ทางกฎหมายก็คือ “ใช้สารระเหยบำบัดความต้องการของร่างกายหรือจิตใจโดยผิดกฎหมายซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” นั่นเอง คราวนี้มาอีกแล้วหรือนี่ เฮ้อ

“ถ้างั้นพี่เวทีเข้าไปตรวจกับผมหน่อย” ผมพูด

เมื่อพูดแล้วสิบเวรก็เปิดประตูห้องขังผมก็เดินเข้าไปพร้อมกับพี่แก ห้องขังของโรงพักพานเรานี่ทำถูกต้องตามระเบียบทุกอย่างแยกเป็นห้องขังชาย,ห้องขังหญิง ไม่มีการปะปนกัน ไม่งั้นเดี๋ยวยุ่ง ผมกับสิบเวรเดินเข้าไปที่ห้องขังชายเห็นจ๊ะโอ๋นั่งอยู่ข้างใน แกมีอาการคล้ายๆ กับง่วงเหงาหาวนอน เหงื่อออก จาม น้ำตาไหล ขนลุก กระสับกระส่ายประมาณนี้ซึ่งเป็นอาการของคนติดสารระเหยขั้นรุนแรงแต่ก็ไม่ได้อาละวาดหรือเอะอะโวยวายอะไร



“สวัสดี จ๊ะโอ๋” ผมทักโดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

“โอ๊ สวัสดีครับ สวป.” จ๊ะโอ๋เงยหน้ามามองและพอเห็นผมปั๊บก็รีบยืนขึ้นแล้วทักทายตอบแต่การพูดจาค่อนข้างจะอ้อแอ้ พูดไม่ชัด น้ำลายไหลออกมามากสักหน่อย

“นั่งก็ได้ไม่เป็นไร ทำตัวสบายๆ” ผมพูด “เป็นไงถูกจับเมื่อไรอีกล่ะ เมื่อคืนมาตรวจไม่เห็นมีใครเลยซักคน”

“ก็สายๆ วันนี้แหละครับ” จ๊ะโอ๋ตอบด้วยท่าทีสบายขึ้นกว่าเก่าพร้อมใช้มือเช็ดน้ำลายที่ไหลออกมาจากมุมปาก “ผมนี่มันเลิกบ่ได้แต๊ๆ เลยกะว่าจะเลิกๆ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาหา สวป.เหมือนเดิม”

“ทำไม่เลิกไม่ได้ล่ะจ๊ะโอ๋” ผมถาม

“ก็....” จ๊ะโอ๋ตอบและนิ่งไปแป๊บหนึ่ง “ผมสาบานกับสวป.ว่าคราวนี้ขอหื้อเป็นครั้งสุดท้ายของผม รับรองว่าจะไม่เจอกันในสภาพแบบนี้อีก สาบานครับ”

“ดีแล้วล่ะจ๊ะโอ๋ พวกกาวน้ำ สามเค ทินเนอร์ หรือสารระเหยทั้งหลายเนี่ยมันไม่ดีทั้งต่อตัวเองและก็สังคมนะ ขอเป็นกำลังใจ๋หื้อเน้อ” ผมพูด

“ขอบคุณ สวป.แต๊ๆ เลยนะครับ ผมมาที่นี่เมื่อไรก็เห็น สวป.มาเยี่ยมผมทุกครั้งเลย แต่...ไม่เห็น สวป.เยี่ยมตามเวลาที่ระเบียบเขากำหนดซักที” จ๊ะโอ๋พูดเข้านั่น

“มาตรวจ ไม่ใช่มาเยี่ยม แหม จ๊ะโอ๋” ผมแกล้งทำทีเป็นท่าทางขึงขัง

“สุมาเต๊อะครับ สวป.ผมอู้เล่นบ่าดาย” จ๊ะโอ๋พูด “ผมอยู่ที่โฮงพักเนี่ยจนรู้เลยนะว่าแต่ละวันเปิ้นหื้อญาติเยี่ยมได้กี่ครั้งแล้วก็เวลาเต้าใดพ่อง”

“ฮั่นแน่ะ เก่งนะ” ผมเย้า “เอ้า ถ้างั้นบอกมาทีซิว่าระเบียบการเยี่ยมผู้ต้องหาของตำรวจน่ะเป็นจะใด”

“ถ้าบ่ฮู้บ่าใจ้จ๊ะโอ๋ อยู่มา ๙ ครั้งแล้วนะเออ ทำสถิติโลกเลยก็ว่าได้” จ๊ะโอ๋พูดพร้อมกับรอยยิ้มที่อยู่มุมปาก “ระเบียบการเยี่ยมมีจะอี๊ครับคือวันหนึ่งเยี่ยมได้ ๓ เวลา ช่วงแรกตั้งแต่เวลาแปดโมงถึงเก้าโมงเช้า ช่วงที่สองเวลาเที่ยงวันถึงบ่ายโมง แล้วก็ช่วงเย็นเวลาสี่โมงถึงห้าโมงเย็น แม่นก่อครับ สวป.”



“โอ้โฮ เก่ง สุดยอดไปเลย” ผมชม

“ยัง ยังบ่หมดนะครับ สวป.” จ๊ะโอ๋พูดต่อ “เท่านั้นยังบ่ปอ(พอ) ผมน่ะฮู้แหมว่าผู้ต้องหาอย่างหมู่ผมเขาเนี่ยมีสิทธิ์ตามกฎหมายจะใดพ่อง สวป.ใค่ฟังก่อ” จ๊ะโอ๋โม้ต่อและท่าทางดูสดชื่นขึ้นกว่าเดิมอีกตั้งเยอะ

“ใค่ฟังก้ะ ไหน เป็นจะใดอู้หื้อฟังเลาะ” ผมตอบ

“ฟังนะ เรื่องนี้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยนะเออ เปิ้นบอกว่าผู้ต้องหามีสิทธิ์จะอี๊

ก่อนการยื่นฟ้อง
๑. พบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง
๒. ได้รับการเยี่ยมตามสมควร
๓. ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย

หลังการยื่นฟ้อง
๑. แต่งทนายแก้ต่างในชั้นไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาในศาลชั้นต้น ตลอดจนชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา
๒. พูดจากับทนายหรือผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง
๓. ตรวจดูสำนวนการไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาของศาล และคัดสำเนาหรือขอสำเนาที่รับรองว่าถูกต้องโดยเสียค่าธรรมเนียม
๔. ตรวจดูสิ่งที่ยื่นเป็นพยานหลักฐานและคัดสำเนาหรือถ่ายรูปสิ่งนั้น ๆ

ในคดีอาญาผู้ต้องหาหรือจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม

ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ ถูกต้องก่อครับ สวป.” จ๊ะโอ๋ตอบซะยืดยาวเลยทีเดียว

“ถูกต้องจ๊ะโอ๋ นี่ซิ่สุดยอดแต๊ๆ เลย” ผมชมจากใจจริง



หลังจากนั้นผมกับจ๊ะโอ๋พูดกันต่ออีกประมาณซัก ๕-๖ นาทีก็ขอตัวออกมาโดยก่อนที่จะออกมาได้บอกจ๊ะโอ๋ว่า “ความจริงจ๊ะโอ๋ก็มีความรู้ดีนะ เก่งก็เก่ง แต่ขออย่างหนึ่งได้ก่อว่าถ้าเป็นไปได้เลิกซะเถอะนะดมกาวหรือพวกสารระเหยน่ะ มันไม่ดี แล้วแหมอย่างอ้ายก็ไม่อยากป๊ะ (เจอ) จ๊ะโอ๋ในสภาพแบบนี้เลย”

“ผมสาบานอีกครั้งก็ได้ครับ” จ๊ะโอ๋พูดกับผมอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ หน้าตาดูจริงจังในคำพูด “อ้าย สวป.ครับ เสร็จจากคดีนี้ผมจะเป็นคนดี ผมจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกงกาว สารระเหยอะไรพวกนี้อีก หากไม่จริงขอหื้อผมถูกรถชนตายเต๊อะ แต๊ๆ” จ๊ะโอ๋พูดต่อ

“ไม่ต้องสาบงสาบานก็ได้จ๊ะโอ๋ ขอหื้อเลิกหื้อได้เน้อ อ้ายเป็นกำลังใจหื้อ” ผมบอก

“ครับ แต่ผมขออนุญาตสาบานครับ” จ๊ะโอ๋ตอบ

วันรุ่งขึ้นช่วงเช้าพนักงานสอบสวนนำตัวจ๊ะโอ๋ส่งพนักงานอัยการเชียงราย และทราบว่าตอนบ่ายวันเดียวกันนั้นเองหลังจากพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษปรับจ๊ะโอ๋เป็นเงินจำนวนหนึ่งแต่จะเท่าไรจำไม่ได้ ไม่มีโทษจำคุก ซึ่งหลังจากวันนั้นแล้วผมกับจ๊ะโอ๋ก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยจนกระทั่งลืมๆ ไปเหมือนกัน



ช่วงบ่ายแก่ๆ ของเดือนตุลาคมจำไม่ได้ว่าวันไหนแต่หลังวันตำรวจ (วันตำรวจตรงกับที่ ๑๓ ตุลาคม) ประมาณซักอาทิตย์เศษๆ ผมกับลูกน้องสายตรวจรถยนต์ออกตรวจผ่านเข้าไปในตำบลที่จ๊ะโอ๋มีภูมิลำเนาอยู่ เห็นคนแต่งตัวในชุดสีดำเป็นส่วนใหญ่เดินออกมาจากป่าช้าเข้าใจว่าคงจะกลับจากการฌาปนกิจศพแน่นอน ระหว่างนั้นผมพบกับคุณป้าคนหนึ่งที่ผมรู้จักดีก็เลยพูดทักทาย “สวัสดีครับป้า”

“โอ๊ นึกว่าไผ สวป.เองก๊ะ ไปตางใดมาเจ๊า” ป้าตอบผม

“ออกตรวจน่ะครับป้า เอ้อ ป้าไปเสียศพ (ฌาปนกิจศพ) มาก๊ะ ศพไผ” ผมถามต่อ

“ก็เจ้าจ๊ะโอ๋ไง มันโดนรถชนตายตี้เจียงใหม่เมื่อ ๔-๕ วันตี้ผ่้านมา” ป้าตอบ

“จ๊ะโอ๋” ผมกึ่งพูดกึ่งรำพึงรำพัน พลางนึกไปถึงจ๊ะโอ๋คนติดกาวและถูกจับบ่อยๆ ที่ผมรู้จักดีคนนั้น

“จ๊ะโอ๋ ลูกของลุง....ป้า....แม่นก่อ” ผมถามย้ำเพื่อให้แน่ใจ

“แม่นแล้ว สวป.”

“แล้วป้าฮู้ก่อครับว่าเป็นมาจะใดถึงรถชนตายน่ะ” ผมถามต่อ

“เอ้อ เท่าที่ป้าฮู้มานะ เจ้าจ๊ะโอ๋เนี่ยหลังถูกตำรวจจับข้อหาดมกาวเมื่อช่วงปี๋ใหม่ (สงกรานต์) ที่ผ่านมาแล้วก็เลิกไปพักหนึ่งจนคนในหมู่บ้านพากันดีใจว่าเลิกได้ซะที แต่เอาไปเอามาได้ข่าวว่าเครียดเรื่องหยังบ่ฮู้ หันกลับไปดมกาวแหม คราวนี้หนักกว่าเก่า จนป้อแม่ทนไม่ได้พาเข้าไปฮักษาที่โรงพยาบาลเชียงใหม่เมื่อราวๆ ต้นเดือนตุลานี่แหละ เห็นเขาว่าจ๊ะโอ๋อยู่โรงพยาบาลได้ ๒-๓ วันก็หนีออกมา ป้อแม่โตยเซาะหาก็บ่ป๊ะบ่ฮู้ว่าอยู่ไหน จนกระทั่งเมื่อ ๔-๕ วันที่ผ่านมาตำรวจเจียงใหม่เปิ้นโทรมาบอกว่าจ๊ะโอ๋ถูกรถชนตาย แล้วก็บ่ฮู้เหมือนกันว่ารถหยังชนเพราะตอนชนนั้นดึกแล้วบ่มีไผเห็นเหตุการณ์เลย ป้อกับแม่เขาก็เลยไปฮับศพมานี่แหละเจ๊า” ป้าบอกผม



ผมได้ยินที่ป้าแกเล่าแล้วก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีพร้อมนึกถึงคำที่จ๊ะโอ๋พูดกับผมตอนอยู่ในห้องขังครั้งสุดท้ายเวลาที่ผมเข้าไปเยี่ยม “อ้าย สวป.ครับ เสร็จจากคดีนี้ผมจะเป็นคนดี ผมจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกงกาว สารระเหยอะไรพวกนี้อีก หากไม่จริงขอหื้อผมถูกรถชนตายเต๊อะ แต๊ๆ”

“เฮ้อ ไม่น่าอายุสั้นเลยนะจ๊ะโอ๋ ไปดีเถอะน้อง” ผมรำพึงเบาๆ กับตัวเอง

*********************

รักตำรวจ เกลียดตำรวจ มีปัญหาอย่าลืมเรียกใช้ตำรวจนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น