วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองเพื่อพี่น้องไทย : ผะหวะ (๒๙ กันยายน ๒๕๕๘)

เจ้ย้อก : เฮ่อ พี่ทิ่ดเจ้ก ปีนี่พังราดบ้านเรามันแล่งเหลือเกิน จ้ะปลูกอ้ะไร จ้ะทำอ้ะไรก็ม่ายด้าย แล่วเราจ้ะทำไงกันดีล่ะพี่ทิ่ด
พี่ทิ่ดเจ้ก : เอางี่ดีกว่า พรุ่งนี่แช้นกะว่าจ้ะไปขอผะหวะสวนยางพี่ทิ่ดชัยซัก ๕-๖ ไร่ มันคงช่วยชีวิ่ตเราให้ดีขึ้นอีกหน่อย คนอย่างพี่ทิ่ดชัยน่ะเอาได้ น่าจ้ะดีหนะแช้นว่า
..........
สมัยก่อนคนทางบ้านเราอยู่กันตามมีตามเกิด ไม่ต้องดิ้นรนหรือเดือดร้อนอะไรมากนัก ที่ดินที่นาที่ทำกินมีเยอะแยะมากมายจากมรดกที่พ่อแม่สืบต่อมาให้ บางคนมีจนทำไม่หวัดไม่ไหว บางคนก็มีพอแค่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวเท่านั้นแต่ก็ไม่เดือดร้อนอะไร มีอะไรก็กิน มีอะไรก็ใช้ไปเท่าที่มี

แต่ก็มีบางช่วงบางปีที่ฝนฟ้าซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตของคนเราไม่ตกต้อง ลงมาตามฤดูกาล มองไปไหนไหนมีแต่ความแห้งแล้งกันดาร ข้าวกล้าในนามยืนต้นตาย พืชผักที่ปลูกไว้ก็พลอยเหี่ยวเฉาไปด้วย ทีนี้ไม่ว่าจะยากดีมีจนทุกคนต้องกิน กินอะไร “กินข้าว” นั่นแหละ ถ้ามีสะตุ้งสตางค์ก็ไม่มีปัญหาทุกอย่างผ่านฉลุย แต่ถ้าไม่มีล่ะ แบบนี้คงต้องหาวิธี ซึ่งวิธีการอย่างหนึ่งสมัยผมเป็นเด็กๆ ก็คือคนเหล่านั้นมักจะไป “ผะหวะ” เรือกสวนไร่นาหรือแม้แต่กระทั่งวัวควายของคนที่มีสมบัติเยอะๆ เอาไปปลูกไปเลี้ยง พอถึงเวลาก็แบ่งสรรปันสวนให้เจ้าของเขาตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านั้นส่วนที่ เหลือก็เอาเก็บไว้เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียต่อไปทำให้บรรเทาความเดือดร้อนไปได้พอ สมควร แต่สมัยนี้การ “ผะหวะ” แบบที่ว่าจะมีอยู่หรือเปล่าผมไม่รู้ วานคนบ้านเราตอบหน่อยก็ดีครับ


“ผะหวะ” ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองซึ่งบางแห่งพูด “ก้ะ-หวะ , พ่ะ-หวะ , หวะ” หมายถึงการแบ่ง,การปันส่วนระหว่างคนสองคนหรือสองกลุ่มตามที่ตกลงกันไว้โดย กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของเจ้าของอยู่ส่วนคนที่ขอแบ่งหรือปันส่วนนั้นได้สิ่ง ของหรือสิทธิ์ต่างๆ ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจ้างหรือรับจ้าง โดยใช้แรงงานครับ เช่น การขอเลี้ยงวัวของเจ้าของโดยมีข้อตกลงว่าให้ลูกวัวที่ออกมาเป็นของคนที่มาขอ เลี้ยง , การขอตัดหรือกรีดยางในสวนโดยมีข้อตกลงกันว่าให้คนตัดหรือกรีดได้ ๓๐% ส่วนอีก ๗๐% เป็นของเจ้าของสวน อย่างนี้เป็นต้น

สวัสดีวันอังคาร (๒๙ กันยายน ๒๕๕๘)

สวัสดี ยี่สิบเก้า,ช่วงยามเช้า เดือนกันยา
สวัสดี กันอีกครา,สุขหรรษา จิตแจ่มใส
สวัสดี วันอังคาร,วันสุขสันต์ เบิกบานใจ
สวัสดี เพื่อนหญิงชาย,หวังสิ่งไหน สมใจปอง


วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

อาหารเย็นเย็นนี้ (๒๘ กันยายน ๒๕๕๘)

แกงจืดน้ำใส ไก่ย่างอีกขา ก็พอแล้วหนา อาหารวันนี้
ต้มข้าวต้มไว้ กินได้ทันที ประทังชีวี ให้มีต่อไป
อาหารรสจัด ผ่อนผัดไว้ก่อน เดี๋ยวจะเดือดร้อน อีตอนแก้ไข
อดเปรี้ยวกินหวาน สำราญบานใจ กินได้เมื่อไร คงได้พุงกาง


วันนี้ที่แม่จริม (๒๘ กันยายน ๒๕๕๘)

แม้เหนื่อยกาย สายตัว แทบจะขาด,แต่ไม่อาจ หยุดพัก หรือผ่อนได้
จราจร ติดขัด อันตราย,ต้องอำนวย ความปลอดภัย ให้ประชา
ตื่นแต่เช้า ก่อนไก่ โห่ทุกวัน,จริมนั้น รถพลุกพล่าน มากหนักหนา
แต่ทำแล้ว ก็สดชื่น รื่นอุรา,เพื่อรักษา ความปลอดภัย ให้ปวงชน (ว้าวววว แม่จริม เหอๆๆๆ)

คนเป็นนาย ใช่ต้อง ปั้นหน้ายักษ์
หน้างอเหมือน จวัก น่ารักที่ไหน
คนเป็นนาย สำคัญ อยู่ที่ใจ
นายน่ะยิ้ม ก็ได้ ใช่หน้าปึง
คนเป็นนาย จะได้ ใจลูกน้อง
เอาไปครอง หน้าต้อง ไม่บูดบึ้ง
คนเป็นนาย ไยต้อง หน้าบึ้งตึง
สิ่งนี้พึง นำไปสน คนเป็นนาย
..........
เก็บตกช่วงประชุมเจ้าหน้าที่สายตรวจจ้า
* เป็นไง สบายดีไหมสูเขา 
* สบายดีครับนายแล้วนายล่ะครับ
* สบายดี
แม่บ้าน : น้องเบื่อเจ๊าอ้ายลุงดาบ
อ้ายลุงดาบ : โหว น้องนี่เบื่อเมื่อไรเป็นต้องมีการตายเกิดขึ้นทุกทีเนาะ
แม่บ้าน : แม่นแล้วเจ๊า เจ้าหนูในห้องครัวโฮงพักเฮาเนี่ยบ่ฮู้จะเก็บเอาไว้ยะหยัง ผ่อเลาะ (ดูฮิ) เที่ยวไล่กินอาหงอาหารกระจายไปหมด ยับ (จับ) ก็บ่ได้ น้องเลยเบื่อซะ ๓ ศพ 


** ทำงานต่อนะครับ
ภาพนี้เป็นภาพเก่า ครั้งเมื่อเรายังสบาย
ตอนนี้กินไม่ได้ หมอสั่งไว้ให้งดเสีย
แต่หากว่าอยากตาย ก็กินได้เลยนะเฮีย
ส่วนใครเลี้ยงลูกเมีย เรื่องของเหียอู๊ดประไร 

........
เราเลยไม่กิน
วันนี้เหมือนวันนั้น ไม่ต่างกันกับวันนู้น
สงสารหนอพ่อประคุณ จากวันนู้นถึงวันนี้
ทานได้แต่ข้าวต้ม อกระทมไม่สมประดี
วันนั้นถึงวันนี้ และคงมีถึงวันโน้น 

.........
แหม่ แลน่าสมเพดเหลือเกิน
เจ้าหน้าที่ : เอ้อนายครับ ช่วงนี้นายก็ไม่ค่อยสบายผมว่านายไม่ต้องออกมาก็ได้ เดี๋ยวถ้ามีอะไรผมจะรายงานให้ทราบดีกว่า อยากให้นายพักผ่อนเยอะๆ
เอ้อนายครับ : ไม่เป็นไร มาวันนี้ก็ไม่ได้มาตรวจการปฏิบัติอะไรหรอก เพียงแต่จะมาตรวจดูว่า “กระทะ” ที่ตู้ยามน่ะขาวขึ้นมั่งหรือเปล่าเท่านั้น
.....
เวลา ๑๔.๐๐ น.ตรวจเยี่ยมตู้ยามนาบัว

บางคนนะ หน้าตา ก็งั้นงั้น
แต่โพสต์ภาพ ทุกวัน ฉันล่ะเบื่อ
รู้เปล่าน่ะ ว่าหน้าอืด เหมือนเรือเกลือ

แต่ไม่เชื่อ แถมโพสต์ได้ และโพสต์ดี 
ตื่นแต่เช้า ก็เฝ้า แต่โพสต์ภาพ

บางทีน้ำ ยังไม่อาบ โพสต์นู่นนี่
ไม่ใช่ใคร หรอกนะ รู้กันดี

ที่ว่านี่ ตัวฉัน นั่นแหละนา 
..........
ห้าโหลๆ ขออีกภาพนะก่อนพักเบรก

ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองเพื่อพี่น้องไทย : "ตะโหงด" (ตัวตะโหงด,ไอ้โหงด,ตัวไอ้โหงด) (๒๘ กันยายน ๒๕๕๘)

น้องภาส : แหม่ เหียอู๊ด ถือก้ะอ้อยมาซ้าอันยาวเชีย แช้นขอแบ่งซักขึ่งได้แม้จ้ะเอาไปให้ตะโหงดกิน เนี่ยะ แช้นจับในป่าหลังบ้านได้มาตั้งสองตัวแน่ะ
เหียอู๊ด : ได้ฮิ่ แต่น่องภาสต้องแบ่งตะโหงดให้เหียอู๊ดตวงหนะ เอาแม้
.............
ช่วงนี้ข้าวกล้าในนามเริ่มออกรวง อากาศก็เริ่มจะหนาวขึ้นมาตามฤดูกาลที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวัฎจักรที่ไม่มีใครหยุดยั้งหรือเปลี่ยนแปลงมันได้ พูดถึงช่วงนี้แล้วก็ทำให้นึกถึงตอนเป็นเด็กๆ สมัยอยู่บ้านพังราดไทยขึ้นมาได้ อากาศแบบนี้นะพออีกซักพักหนึ่งเป็นช่วงที่เด็กๆ ชื่นชอบและรอคอยกันมากเพราะจะได้สนุกสนานกับกีฬาหรือจะเรียกอะไรก็ได้ตามที่อยากจะเรียกอย่างหนึ่งที่เอาสัตว์ซึ่งมีในธรรมชาติมาเล่นกันนั่นก็คือการชน “ตะโหงด” หรือ “ไอ้โหงด,ตัวไอ้โหงด” ตามแต่ท้องถิ่นนั้นๆ จะเรียกแต่บ้านผมที่พังราดส่วนใหญ่จะพูด “ตัวตะโหงด”


ตัวตะโหงดเนี่ยะสมัยนั้นมีเยอะแยะมากมายครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ในป่าใกล้ๆ บ้านนั่นแหละเพราะตอนนั้นป่ายังมีอยู่เยอะไม่เหมือนสมัยนี้ที่แทบจะมองหาอะไรพวกนี้ไม่เห็น เมื่อเด็กๆ เลิกเรียนหรือเป็นวันหยุดก็จะไปจับเอามาเล่นกัน ส่วนใหญ่จะเอาเฉพาะตัวผู้ สำหรับตัวเมียจะจับมาซักตัวสองตัวเพื่อใช้ล่อให้ตัวผู้บินเข้ามาหาจะได้จับตัวผู้อีกที

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการเลี้ยงตัวตะโหงดก็นี่เลย “กะอ้อย” หรืออ้อยซึ่งเป็นอาหารโปรดของมัน เด็กๆ จะตัดกะอ้อยมากะให้พอดีๆ ไม่ยาวไม่สั้นเกินไปนักแล้วเตรียมเชือกซึ่งด้านหนึ่งมัดกับไม้แหลมๆ สำหรับปักบนกะอ้อยโดยปลายอีกด้านหนึ่งจะใช้มัดตะโหงดตัวผู้ที่เขาของมันกันไม่ให้บินหนีไปไหน เสร็จแล้วก็เอามาแขวนไว้หน้าบ้านรอเวลาว่างๆ เพื่อจะเอาตัวตะโหงดที่ว่าเนี่ยไปขวิดกัน

การขวิดตัวตะโหงดก็ไม่มีอะไรมากแค่เอาตัวผู้ ๒ ตัวมาไว้บนกะอ้อยลำเดียวกัน จับหันหน้าเข้าหากัน ตรงกลางก็อาจจะเอาตัวเมียมาไว้ตัวหนึ่งเพื่อล่อให้ตัวผู้เดินเข้าหา ทีนี้ธรรมชาติของสัตว์โลกเพศผู้น่ะเมื่อเห็นตัวเมียย่อมจะต้องเข้าหาหรือหึงหวงเป็นธรรมดา ตัวตะโหงดก็คงเหมือนกัน แต่เมื่อมีตัวผู้สองตัวอยู่ด้วยกันความหึงความหวงย่อมมีเป็นธรรมดา หน้าไหนจะมายุ่งไม่ได้ไม่มีใครยอมใคร ประมาณเสือสองตัวย่อมอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ฉะนั้น ทีนี้เมื่อไม่มีใครยอมใครอะไรจะเกิดขึ้นย่อมรู้กันดี อ้ะ “การต่อสู้” นั่นเอง ตะโหงดตัวผู้สองตัวตรงเข้าห้ำหั่นกันเพราะหวงตัวเมีย ขวิดกันชนิดใครดีใครอยู่ท่ามกลางเสียงเชียร์เสียงเฮของเด็กๆ ที่จ้องมองอยู่มีความสุข ระหว่างขวิดถ้ามีบางตัวเริ่มแผ่วก็จะใช้ไม้แหลมๆ ที่ใช้มัดกันไม่ให้หนีนั่นแหละเขี่ยๆๆๆ ปั่นๆๆ ตัวตะโหงดให้มีแรงฮึดสู้ต่อซึ่งบางคนง่วนอยู่กับตัวตะโหงดชนิดไม่ยอมไปกินข้าวจนกว่าโน่น “พอๆ เลิกเดี๋ยวนี่ ไปกินข้าวได้แล่ว เถ้าไม่เลิกหนะแมะจ้ะเอาไม้ขัดหม้อเนี่ยฟาดซ้าให้หลังลายเลย” ถึงยอมเลิกท่ามกลางความเสียดายในความสนุกสนานที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า

จำได้แม่นยำเลยครับตอนนั้นหลังบ้านผมที่บ้านพังราดไทยมีป่าซึ่งตัวตะโหงดมักจะบินมาเกาะ เด็กๆ ส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะมาเลือกหาตัวตะโหงดไว้เล่นที่นี่ แต่ต้นไม้ค่อนข้างสูงจะใช้ไม้ยาวๆ กระทุ้งตัวตะโหงดก็ยอมตก ผมซึ่งตอนนั้นอายุมากกว่าน้องๆ ก็เลยรับอาสาขึ้นไป “กะเหิ่ม” กิ่งไม้ที่ว่าพอกะเหิ่มไปได้พักหนึ่งตัวตะโหงดหล่นมาครืดคราดไปเลย เพื่อนๆ น้องๆ ที่อยู่โคนต้นพากันวิ่งเก็บได้คนละตั้งเบิก เด็กคนหนึ่งซึ่งอายุน้อยกว่าเพื่อนเก็บมาได้หลายตัวเหมือนกันแต่เลือกเอาเฉพาะตัวเล็กๆ ที่นอนมุดดินอยู่แถวนั้น พอผมลงมาจากต้นไม้น้องคนนั้นเดินเข้ามาหาพร้อมยิ้มกะปุ้มกะป้ำและแบมือที่มีเจ้าตัวเล็กๆ ราว ๕-๖ ให้ผมดู “เนี่ยะ เหียอู๊ดเห็นแม้ แช้นได้ตัวตะโหงดตั้งเบิกบาน” ผมมองเจ้าตัวเล็กๆ ในมือน้องคนนั้นพร้อมหัวเราะและพูดว่า “แหม่ ไอ้น่อง ที่เก็บน่ะใช่ตัวตะโหงดซ้าที่หนา มันเป็น “ตัวกะตึงขี้” ต่างหาก เหอๆๆๆๆๆ”
............
"ตัวตะโหงด" ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองก็คือ "กว่าง หรือตัวกว่าง" ครับ ส่วน "ตัวกะดึงขี้" เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายๆ ตัวตะโหงดแต่ไม่มีเขาไม่ว่าจะเป็นตัวเมียหรือตัวผู้ก็ตามซึ่งมักอยู่และหากินตามกองขี้วัวขี้ควาย

สวัสดีวันจันทร์ (๒๘ กันยายน ๒๕๕๘)

สวัสดีวันจันทร์วันสีเหลือง , สีรองเรืองสดใสใจสดชื่น
ขอให้มีความสุขทุกวันคืน , แต่ยามตื่นตราบจนจวบนิทรา
วันเริ่มแรกในการทำการงาน , ให้สุขสันต์บันเทิงและเริงร่า
คิดสิ่งใดให้สมใจสมอุรา , สวัสดีทุกท่านจ้า ณ วันจันทร์


วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

อาหารวันนี้ (๒๗ กันยายน ๒๕๕๘)

กับข้าวดีดี มีตั้งมากมาย 
แต่เรากินได้ แค่เท่าที่เห็น
ข้าวต้มน้ำขาว เช้ากลางวันเย็น 
คงน่าจะเป็น เช่นนี้อีกนาน
จะรอดไหมนี่ แบบนี้พี่น้อง 
หน้าหม่นหน้าหมอง มองน่าสงสาร
ถ้าหากว่าตาย เอาไว้กี่วัน 
มามะช่วยกัน ตอบทีตอบที 
.......
แหม่ แลน่าสมเพดเนาะ
ราตรีสวัสดิ์จ้ะ 
นอนละนะฝันดีหนอ
พร้อมคำ จ.จ.จ. 

ความหมายก็ “จากใจจริง”
นอนหลับให้สบาย 

สุขสดใสทั้งชายหญิง
จ.จ.จ.จากใจจริง 

ด้วยรักยิ่งจากใจเรา

พระยาน้อยจ่ายตลาด (๒๗ กันยายน ๒๕๕๘)

เขาสั่งให้ ไปซื้อของ ที่ตลาด
จะนวยนาด ยืดยาด วางมาดไม่ได้
เขาสั่งให้ ทำอะไร ต้องทำทันใด
ไม่งั้นไซร้ เดี๋ยวหวาย จะฟาดมา
เขาสั่งให้ ซื้ออะไร ได้ทั้งนั้น
ตามใจฉัน อยากได้ ให้ซื้อหา
เขาสั่งให้ กลับบ้าน ทันเวลา
ห้ามชักช้า เพราะตา-วิเศษมอง 
..........
"เขา" คือใคร เย้

<< ภาพทั้งหมด >>
แหม่ เสียดายวันนี้ที่นางสาวไทยกลับแม่โจ้ไปซะก่อนแล้ว ไม่งั้นนะจะพามา "ฝึกนับไข่" ที่ร้านป้าคนนี้ซะหน่อย เย้

"ลูก เอาไข่มาให้พ่อ ๑๐ ฟอง เอ้า นับซิ ๑ ๒ ๓...๗ ๘ ๙ ๑๐" เย้ ลูกเก่งจังเลย ๕๕๕

ป้าคนนี้ขายปลาที่กาดมณีรัตน์มานานแล้ว เป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ บ้านป้าอยู่ใกล้ๆ กาด ป้าแกขายปลาแบบนี้จนส่งเสียลูกๆ ๓ คนเรียนจบปริญญาตรีทั้งหมด หลังลูกจบแล้วลูกๆ บอกให้ป้าหยุดเพราะสงสารแม่ที่เหนื่อยมานานแต่ป้าบอกว่า “หยุดบ่ได้ จะยะจะอี๊ไปจนกว่าบ่มีแฮง มันม่วนดี” เห็นแล้วก็ชื่นใจครับป้า

เขาเขียนว่า ผักหวาน อยู่ที่นี่
แหมดูซี จุ๊เฮา เข้าแล้วนั่น
ผักหวานน่ะ มันมี ที่ไหนกัน

ที่กองนั้น อะไร ก็ไม่มี
ถ้าผักหวาน มีน่ะ เขาจะต้อง

เอามากอง กับพื้น ที่เห็นซี่
แต่วันนี้ ยังไง ก็ไม่มี

เชื่อผมฮิ่ ถ้ามี จะต้องกอง (ฮ่ะๆๆๆ)

ส่งลูกสาวเข้าเชียงใหม่ (๒๗ กันยายน ๒๕๕๘)

ตอนบ่ายสาม ส่งลูกสาว เข้าเชียงใหม่,หลังจากได้ อยู่พร้อมหน้า พ่อแม่ลูก
ด้วยความรัก ความสุขสันต์ และพันผูก,ปีนี้ลูก-สาวโต ขึ้นเป็นกอง
ตั้งใจเขียน หมั่นเพียร เรียนหนังสือ,ใช้ความรู้ เป็นคู่มือ เบิกนำร่อง
อนาคต จะสดใส ในครรลอง,เชื่อลูกต้อง ทำได้ สบายเอย


จีบสาวด้วยบทกลอน (๒๗ กันยายน ๒๕๕๘)

โอ้หน้าหนาว ช่างหนาวเหน็บ เจ็บกระดูก,นึกถึงรัก ที่พันผูก อยู่กับสาว
เมื่อไรหนอ จะได้คลอ เคียงคู่เรา,เพื่อให้หนาว นั้นคลาย มลายลง

.........
จำได้ว่าสมัยอยู่บ้านก๊ะเพาะก๊ะแมะที่พังราดไทย อ.แกลง จ.ร่ะยองเคยแต่งกลอนบทนี้ให้เพาะเหียนอ่าน เพาะอ่านแล่วยิ้มก้ะปุ้มก้ะป้ำพลางตบเข่าเผิ่งแล่วพูดว่า "อ้ะ เอาได้ๆ" ๕๕๕

ผมเริ่มแต่งกลอนเป็นพร้อมๆ กับอ่านหนังสือเป็นนั่นแหละครับ มีความรักความชอบมาตั้งแต่เด็กๆ อาจจะเป็นเพราะคนแถวบ้านผมส่วนใหญ่เป็นนักกลอนกันก็ได้ก็เลยซึมซับมาโดยไม่ รู้ตัว อีกอย่างคนอำเภอแกลงซึ่งเราถือตนว่าเป็น “ลูกหลานท่านสุนทรภู่” ถ้าคนไหนแต่งโคลงกลอนไม่เป็นจะถือว่าเช้ยเชยครับในยุคนั้น

สำหรับกลอนที่แต่งส่วนใหญ่ในตอนนั้นเนื่องจากตัวเองกำลังเริ่มจะเป็นวัยรุ่นก็มักจะหนีไม่พ้นบทกลอนประเภท “รักๆ ใคร่ๆ” เพื่อจีบสาวนั่นแหละแต่ครั้นจะไปจีบเธอจริงๆ กลับไม่กล้าเลยออกมาเป็นกลอนแทน ๕๕๕

อันเมืองแกลง แหล่งนักกลอน แน่นอนครับ
ต้นตำรับ สุนทรภู่ ครูอักษร
คนเมืองแกลง เจ้ากวี ศรีโคลงกลอน
เราสืบทอด สุนทร - ภู่ท่านมา
สุนทรภู่ ครูกวี ศรีสยาม
ระบือนาม ก้องไกล ในโลกหล้า
ท่านคือเจ้า ตำรับ และตำรา 
เรารุ่นหลัง ต้องรักษา สืบต่อไป
คนเมืองแกลง จะต้อง ไม่ทอดทิ้ง 
ต้องสานต่อ ให้ยิ่ง ยืนยาวใหญ่
สุนทรภู่ แม้ตัวท่าน จะวางวาย 
แต่จิตใจ ท่านอยู่ใน ไทยทุกคน
ในเมื่อเรา เป็นลูกหลาน ของท่านภู่ 
ซึ่งถือเป็น ศิษย์มีครู ผู้ฝึกฝน
จึงจำต้อง ใส่ใจ ในกมล 
สืบต่อผล ของท่าน เท่านานเอย

นี่ๆ เค้ามีเรื่องจะเล่าให้ให้ตะเองฟัง รู้ไหมตอนเค้าเป็นหนุ่มๆ อยู่บ้านพังราดไทย อ.แกลง จ.ร่ะยองน่ะหนุ่มๆ เค้าไม่กล้าจีบสาวตรงๆ กันหรอก แบบว่าเค้าอายกันน่ะ จะจีบแต่ละทีต้องนี่ “แต่งกลอน” ให้สาวเจ้า หนุ่มๆ คนไหนถ้าแต่งกลอนเก่งนะสาวจะติดกันงอมเลย ตอนนั้นหนุ่มๆ ในหมู่บ้านน่ะสู้เค้าไม่ได้ซักกะคนเพราะนอกจากเค้าแต่งกลอนเก่งแล้วเค้ายัง “เจ้าชู้” กว่าเขาเช่ดอีกด้วย รู้ปล่าว เหอๆๆๆๆๆ

"เจ้าชู้" ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองหมายถึง "ผู้ชายหน้าตาดี"
...........นี่คืออีกตัวอย่างหนึ่งที่หนุ่มๆ รุ่นผมตอนนั้นเขาเขียนส่งให้สาวกัน (ผมลอกเอามาจากหนุ่มน้อยที่ชื่อ “สุพจน์ มัจฉา” คนนั้นครับ แบบว่าถือวิสาสะลอกมาโดยไม่เกรงใจลิขสิทธิ์ด้วยแหละ เหอๆๆๆๆ)
...........
อันศรพิษ ที่ฉีด ยาผสม,แม้ตรอมตรม แต่ก็ รักษาหาย
แต่ศรรัก ที่ปัก อยู่กลางใจ,ไม่มีทาง รักษาได้ หากไร้เธอ

พูดถึงเรื่องการจีบสาวสมัยผมเป็นหนุ่มๆ นั้น (ตอนนี้ก็ยังหนุ่มอยู่) หลายคนเคยถามผมว่ามีจริงไหนตำราจีบสาวเนี่ยะ ผมตอบว่ามีจริงครับ ผมเองก็ยังได้รับการถ่ายทอดทั้งตำรับตำราที่เขียนเป็นหนังสือและคำบอกกล่าวมาจากคนรุ่นเก่าเลย แต่หลังจากมีลูกเมียแล้วผมเผาตำรานั้นทิ้งกลัวคนอื่นจะเอาไปใช้ในทางผิดๆ ยิ่งตัวเองมีลูกสาวแบบนี้ด้วยแล้วเผาทิ้งดีกว่า เดี๋ยวมันเข้าตัว

อีก ๑ บทกลอนของนักรักรุ่นกระเตาะคนนั้นที่บรรจงเรียงร้อยให้ใครคนหนึ่งสมัยยังหนุ่มๆ
.......
แสงจันทร์แจ่ม กระจ่างฟ้า ราตรีนี้

น่าจะมี ใครมอง จ้องบ้างหนอ
รู้ไหมใคร คนนั้น นั่นเฝ้ารอ

อยู่ด้วยใจ จดจ่อ กลางแสงจันทร์
แสงจันทร์นวล แจ่มตา ฟ้าสว่าง,เป็นเหมือนดั่ง เช่นขั้ว หัวใจฉัน
ที่มีให้ ใครบางคน ทุกคืนวัน,ตลอดกาล สว่างไสว ในใจเรา
.........
ผล....สาวเจ้าอ่านแล้วขยำทิ้งทันที เหอๆๆๆๆ สมน้ำมะหน้า

หน้าที่วันหยุดจ้า (๒๗ กันยายน ๒๕๘)

ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ น่ารัก มากมากเลย,อยู่เฉยเฉย เดี๋ยวจะเชย เขาคนนี้
เหอเหอเหอ ก็เลยกวาด ถูบ้านซี,แหมดี๊ดี ทำแบบนี้ ซิ่ผู้ชาย
อ๊ะอ๊ะอ๊า ใครน้า ช่างน่ารัก,หน้าผ่องพักตร์ ยิ้มย่อง ดูผ่องใส
วะวะว้าว ก็ตัวเรา ซิ่ใช่ใคร,เพราะวันหยุด หยุดไม่ได้ โดนไม้เรียว (เหอๆๆๆ ๕๕๕)


ดาสลาก (๒๗ กันยายน ๒๕๕๘)

ช่วยคุณยาย เปิ้นดา ก๋วยสลาก 
ยะจ้าดนัก อย่างตี้หัน นั่นแหละจ้า
วันพูกเจ๊า จะเอา เข้าวัดวา 
ถวายตุ๊ และตานหา ญาติโก
..........
ไปช่วยคุณยายจัดเตรียมสลากภัตติ์ที่จะนำไปทำบุญกันช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ที่บ้านเจียงฮายจ้า : ภาพเมื่อวานนี้ครับ ลืมเอาลง

ดา=จัดเตรียม,เตรียมการ,วันสุกดิบ ,ก๋วย=กรวย กรวยดอกไม้ , สลาก=สลากภัตติ์

เตารีด (๒๗ กันยายน ๒๕๕๘)

แมะ : ทำแบบนี่ฮิ่อีหนู เวลาจ้ะรีดเสื้อผ้าน่ะอีหนูพั่บผ้าผวยวางก๊ะก้ะดาน เอามือลูบๆ ให้มันเรียบแล่วเอาจานมารองเตาไว้ แต่อย่าลืมเตรียมเทียนไขไว่ด้วยหนะเผื่อเวลารีดถ้าหน้าเตามันฝืดจ้ะได้เอา เทียนไขลูบๆ แล้วเอาไปถูๆ ก๊ะใบตอง อ้ะไรๆ ที่มันติดน่ะมันจ้ะได้หลุดออก เอ้า แล่วใบตองยังไม่มีนี่ ไปตัดมาฮิ ข้างบ้านเราถมเถ
ลูกสาว : แล่วถ่านเนี่ยะต้องใส่ไฟแรงหรือเปล่าอ้ะแมะ
แมะ : ถ่านบ้านเรามันเป็นไม้โกงกางที่เพาะเขาเผาไว่ ไฟมันแรงดี ไม่ต้องใส่มากเหาะอีหนู ซักสองสามดุ้นก็พอแล่ว เดี๋ยวไฟมันจ้ะแรงเกินไปเสื้อผ้าจ้ะไหม้เอาได้

“เตารีด” ถือเป็นสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นที่ทุกบ้านเรือนต้องมี วัตถุประสงค์ก็เป็นอย่างที่รู้ๆ กันอยู่นั่นแหละครับพี่น้อง สมัยนี้ง่ายๆ สบายๆ แค่เสียบปลั๊กไฟแป๊บเดียวก็รีดได้แล้ว ไม่เหมือนสมัยก่อนที่บ้านส่วนใหญ่ไม่มีไฟฟ้า การรีดเสื้อผ้าจะต้องใช้เตารีดแบบภาพประกอบที่เห็นซึ่งร้อยทั้งร้อยมักจะ เป็น “กาหัวไก่” คนที่จะรีดได้ดีจะต้องรู้วิธี รู้ความแรงของไฟซึ่งใช้ถ่านเป็นสิ่งทำความร้อน จะต้องคอยขูดหน้าเตาไม่ให้มีอะไรติดบ่อยๆ วิธีชาญฉลาดของคนสมัยก่อนจะใช้ “เทียนไข” ในบ้านนั่นแหละเอาไปถูๆ เพื่อให้สิ่งที่ติดนั้นมันหลุดออกไปเสร็จแล้วเอาเตาที่กำลังร้อนๆ นั้นถูกับใบตองที่เตรียมมาอีกทีหนึ่งจนดูว่าไม่มีอะไรติดแล้วถึงค่อยรีดต่อ มือใหม่บางคนที่เพิ่งจะ “หัดรีด” เนี่ยถึงขนาดเสียเสื้อผ้าตัวโปรดไปเลยก็มี แต่พอรีดได้ซักพักจนเกิดความชำนาญก็จะรู้มือว่าต้องทำแบบไหนอย่างไร ลำบากลำบนพอสมควรครับสมัยก่อนถ้าเทียบกับสมัยนี้แต่พวกเราก็อยู่กันได้โดย ไม่คิดหรือไม่เคยคิดว่ามันเป็นความยากหรือลำบากอะไร เพราะนั่นคือวิถีชีวิตของเรา

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ช่วยถ่ายภาพให้หน่อย (๒๗ กันยายน ๒๕๕๘)

ภาพนี้ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาเรียกตำรวจคนนี้มาอบรมนะครับพี่น้องอย่าเข้าใจผิด แต่เป็นการประชุมประจำเดือนของตำรวจแม่จริมเมื่อเดือนก่อนต่างหากซึ่งระหว่างประชุมผมยื่นกล้องให้ตำรวจคนหนึ่งและบอกว่าช่วยถ่ายภาพการประชุมเป็นหลักฐานให้หน่อย ตำรวจคนนั้นก็ดี๊ดีถ่ายให้ทันทีได้มา ๒ ภาพอย่างที่เห็น 

ภาพนี้จากอีกกล้องหนึ่งซึ่งถ่ายจากจุดเดียวกันโดยตากล้องอีกคนหนึ่ง เนี่ยะ ประชุมจริงๆ

ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองเพื่อพี่น้องไทย : "เหม็นลม" (๒๗ กันยายน ๒๕๕๘)

แมะ : เอ่อ ข้ะหนมจีนบ้านเราเหลือตั้งเบิกบาน (เยอะแยะ) ทำไมไม่มีคนกินอ้ะอีหนู
ลูกสาว : ก็ข้ะหนมจีนมันเหม็นลมฮิแมะ ใครจ้ะกินไหว












"เหม็นลม" ศัพท์เสียงสำเนียงร่ะยองหมายถึง "บูด,ใกล้จะบูด,มีกลิ่นตุๆ" ประมาณนี้ครับพี่น้อง

.........
ภาษาถิ่น ทุกที่ ล้วนมีค่า , จงช่วยกัน รักษา อย่าให้สูญ
สืบทอดไว้ ต่อไป ให้จำรูญ , 
ภาษาถิ่น มีคุณ อเนกอนันต์


เด็กรุ่นใหม่ๆ สมัยนี้ไม่ค่อยกล้าพูด "ภาษาถิ่น" ของตนเองโดยบอกว่าอายแล้วหันไปพูดภาษากลางแทนทั้งๆ ที่หารู้ไม่ว่าภาษากลางที่ว่าน่ะมันก็คือ "ภาษาถิ่น" ของคนภาคกลางหรือเอากันให้ชัดเจนก็คือ "ภาษาถิ่นของคนกรุงเทพ" นั่นแหละ

ผมว่าหนะ ถ้าร่ะยองเป็นเมืองหลวง "ภาษาร่ะยอง" ก็จะถูกกำหนดให้เป็น "ภาษากลาง" ที่คนต่างที่ต่างถิ่นเวลาเจอกันจะใช้พูด แล้วเด็กรุ่นใหม่ซึ่งอายที่จะพูดภาษาถิ่นของตัวเองก็จะหันมาพูดร่ะยองกันหมดแน่ๆ จริงๆ เกี๊ย เชื่อฮิ่

สวัสดีวันอาทิตย์ (๒๗ กันยายน ๒๕๕๘)

วันอาทิตย์สวัสดี กับน้องพี่ด้วยใจจิต 
สวัสดีวันอาทิตย์ เพื่อนญาติมิตรจงสุขี
สิ่งใดได้หวังคิด วันอาทิตย์จงโชคดี
ร่ำรวยเงินทองมี สวัสดีวันอาทิตย์