วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

หมวกตำรวจ (๑๑ กันยายน ๒๕๕๖)

หมวก มี ๑๐ ชนิด คือ

() หมวกทรงหม้อตาลสีขาว มีเครื่องประกอบ  ดังนี้
     () กระบัง ทำด้วยหนังหรือวัตถุเทียมหนังสีดำ สำหรับนายตำรวจสัญญาบัตรชั้นพันตำรวจเอกที่ขอบโค้งของกระบังด้านบนปักด้วยดิ้นเงินหรือวัตถุเทียมดิ้นเงินเป็นรูปช่อชัยพฤกษ์ ๑ แถว บนพื้นสักหลาดสีดำ นายตำรวจสัญญาบัตรชั้นนายพลตำรวจที่ขอบโค้งของกระบังด้านบนปักด้วยดิ้นเงินหรือวัตถุเทียมดิ้นเงินเป็นรูปช่อชัยพฤกษ์ ๒ แถว บนพื้นสักหลาดสีดำ พื้นกระบังด้านล่างสีน้ำตาลหรือสีดำ
     () สายรัดคางดิ้นเงินกว้าง ๑ เซนติเมตร
     () ดุมโลหะสีเงินขนาดเล็กติดปลายสายรัดคางข้างละ ๑ ดุม
     (ตราหน้าหมวกขนาดกลางดุนเป็นรูปตราแผ่นดินมีอักษร พิทักษ์สันติราษฎร์”  อยู่ใต้รูปตราแผ่นดิน
     (ผ้าพันหมวกกว้าง ๔ เซนติเมตร พื้นสีเลือดหมู มีขลิบสีดำกว้าง ๕ มิลลิเมตร เย็บขอบทั้งด้านบนและด้านล่าง  นายพลตำรวจเพิ่มแถบดิ้นเงินกว้างแถบละ ๓ มิลลิเมตร ๒ แถบ เว้นระยะระหว่างแถบ ๓ มิลลิเมตร อยู่กึ่งกลางผ้าพันหมวกขนานกันไปตามความยาวของผ้าพันหมวกโดยรอบ  

(หมวกทรงหม้อตาลสีกากี มีเครื่องประกอบเช่นเดียวกับหมวกทรงหม้อตาลสีขาว เว้นแต่ใช้สายรัดคางหนังสีดำกว้าง ๑ เซนติเมตร ปลายสายรัดคางติดดุมเกลี้ยงสีน้ำตาลขนาดเล็กข้างละ ๑ ดุม ผู้มียศตั้งแต่จ่าสิบตำรวจขึ้นไปใช้ดุมโลหะสีเงินขนาดเล็ก

() หมวกแก๊ปทรงอ่อนสีกากีหรือสีน้ำเงินดำหรือสีกากีแกมเขียว มีอาร์มรองรับทำด้วยผ้าสีเลือดหมูรองรับตราหน้าหมวกขนาดเล็ก ทำด้วยโลหะสีเงินหรือปักด้วยด้ายหรือไหมสีขาว
() หมวกหนีบสีกากี มีสายโดยรอบ ป้ายเฉียงจากทางด้านหน้าลงไปทางซ้าย และด้านซ้ายเหนือขอบหมวกห่างจากมุมพับด้านหน้า ๔ เซนติเมตร มีตราหน้าหมวกขนาดเล็กขอบหมวกด้านบนมีลักษณะดังนี้
      () ผู้มียศตั้งแต่พลตำรวจตรีขึ้นไป ขลิบด้วยผ้าหรือสักหลาดสีเลือดหมูและสีเงิน สีละเส้น กว้างเส้นละ ๕  มิลลิเมตรควบกันให้สีเงินอยู่ข้างบนขนานกันโดยรอบ
      () ผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป ขลิบด้วยผ้าหรือสักหลาดสีเลือดหมูยกดิ้นเงิน กว้าง  ๕  มิลลิเมตร
      () ผู้มียศตั้งแต่นายดาบตำรวจลงมา ขลิบด้วยผ้าหรือสักหลาดสีเลือดหมู กว้าง  ๕  มิลลิเมตร

() หมวกปีกสีกากีแกมเขียว มีตราหน้าหมวกขนาดเล็กทำด้วยโลหะสีเงิน หรือปักด้วยด้ายหรือไหมสีขาวหรือสีดำที่ด้านหน้าของหมวก

() หมวกทรงอ่อนสักหลาดสีดำ มีอาร์มรองรับตราหน้าหมวกขนาดเล็กทำด้วยโลหะสีเงินหรือปักด้วยด้ายหรือไหม สีขาว สำหรับหน่วยพลร่มใช้อาร์มทำด้วยผ้าสีเลือดหมู หน่วยตำรวจตระเวนชายแดนใช้อาร์มทำด้วยผ้าสีเขียว และหน่วยป้องกันและปราบปรามจลาจลของตำรวจนครบาล ยกเว้นแผนกธุรการใช้อาร์มทำด้วยผ้าสีเหลือง
      หมวกทรงอ่อนสักหลาดสีเขียว มีอาร์มทำด้วยผ้าสีเลือดหมูขอบดำรองรับตราหน้าหมวกขนาดเล็ก ทำด้วยโลหะสีเงิน หรือปักด้วยด้ายหรือไหมสีขาว ใช้สำหรับหน่วยปฏิบัติการพิเศษของตำรวจภูธร

() หมวกกันแดดสีขาว ใช้ได้เฉพาะผู้มียศตั้งแต่สิบตำรวจเอกลงมาในขณะปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการจราจรตามโอกาสที่กรมตำรวจกำหนด

() หมวกกันอันตรายสำหรับผู้ขับรถจักรยานยนต์ ใช้ได้สำหรับตำรวจทุกชั้นตามโอกาสที่กรมตำรวจกำหนด   มีเครื่องประกอบ ดังนี้
      () หมวกลักษณะคล้ายหมวกเหล็กสีขาวสำหรับตำรวจทางหลวง ตำรวจสันติบาล ตำรวจจราจร  ตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรสีกากีแกมสีทองสำหรับตำรวจกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำหรับตำรวจตระเวนชายแดนในโอกาสแต่งเครื่องแบบปกติเสื้อเชิ้ตคอพับกากีให้ใช้สีขาว และในโอกาสแต่งเครื่องแบบสนามเสื้อเชิ้ตคอแบะสีกากีแกมเขียวให้ใช้สีกากีแกมเขียว และมีอักษรคำว่า  “ตชด”  ที่ด้านหลังของหมวก
      () กระบังสีดำ
      () สายรัดคางมีสองสาย สายหนึ่งเป็นสายหนังสีดำ ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นสายที่ติดอยู่เหนือกระบังหมวก สีเงินสำหรับตำรวจสันติบาล  และตำรวจกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สีดำสำหรับตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจร ตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรและตำรวจตระเวนชายแดน
      (ดุมโลหะสีเงินขนาดเล็กติดปลายสายรัดคางที่ติดอยู่เหนือกระบังหมวกข้างละ ๑ ดุม
      (ตราหน้าหมวกขนาดใหญ่
      () ขอบหมวกด้านล่างเป็นสีดำ

() หมวกเหล็กสีกากีหรือสีกากีแกมเขียว ใช้ได้สำหรับตำรวจทุกชั้นตามโอกาสที่กรมตำรวจกำหนด และจะสวมหมวกเหล็กหรือเฉพาะรองในหมวกเหล็กสีเดียวกันก็ได้ มีเครื่องประกอบดังนี้
      () สายรัดคางหนังสีดำกว้าง ๑ เซนติเมตร
      () ตราหน้าหมวกขนาดกลางสีเดียวกับหมวก

(๑๐) หมวกยอดสีกากีหุ้มด้วยผ้าเสิร์จ มีเครื่องประกอบดังนี้
  () ยอดหมวกทำด้วยโลหะสีเงินรูปบัวตูมตั้งอยู่บนจานรอง
  () ตราหน้าหมวกขนาดใหญ่
  () ผ้าพันหมวกทำด้วยสักหลาดลักษณะเช่นเดียวกับ () ()
  (ดอกมะเขือทำด้วยโลหะสีเงินดังนี้
            ดอกมะเขือใหญ่ก้านสั้น  ติดทับผ้าพันหมวกข้างซ้าย
            ดอกมะเขือใหญ่ก้านยาว  ติดทับผ้าพันหมวกข้างขวา
            ดอกมะเขือเล็กก้านยาว ติดด้านหลังกึ่งกลางหมวกเหนือผ้าพันหมวก
      (สายรัดคางโลหะสีเงินแบบสร้อยบิดต่อสร้อยห่วง ต้นสายรัดคางเกี่ยวไว้ที่ดอกมะเขือใหญ่ก้านสั้นผ่านหน้าหมวกและดอกมะเขือใหญ่ก้านยาว ปลายสายรัดคางเกี่ยวที่ดอกมะเขือเล็กก้านยาวเมื่อประจำแถวให้รัดคาง

หมายเหตุ : ภาพประกอบของหมวกแต่ละชนิดที่เหลือนอกจากนี้จะนำมาเสนอในโอกาสต่อไปครับ

ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมเรียกร้องราคาค่าข้าวโพด / ภารกิจวันนี้ (๑๑ กันยายน ๒๕๕๖)

วันนี้ผมเดินทางมาทำงานที่ ภ.จว.น่านครับโดยเดินทางไปถึงที่ทำงานหลังแปดโมงเช้ากว่าเล็กน้อยเพราะวันนี้จะต้องมีภารกิจสำคัญในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยรวมถึงสืบสวนหาข่าวการชุมนุมเรียกร้องของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดน่านซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ ภ.จว.น่าน เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่จะต้องเกี่ยวกับการสืบสวนหาข่าวด้วยจึงต้องแต่งกายนอกเครื่องแบบมาทำงานซึ่งนานๆ ได้เห็นทีแม้กระทั่งตัวเอง แต่ก็ดูดีไปอีกแบบหนึ่งนะ (ฮา)
เวลาประมาณ ๐๙.๓๐ น.พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดจากอำเภอต่างๆ ในจังหวัดน่าน (๑๕ อำเภอ) จำนวนรวมกันประมาณ ๕๐๐ คนเดินทางถึงหน้าศาลากลางจังหวัดน่ีานโดยแกนนำส่วนหนึ่งได้ปราศัยกับผู้ร่วมชุมนุมและอีกส่วนหนึ่งเดินทางเข้าเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดที่ศาลากลาง สำหรับการชุมนุมวันนี้เป็นไปด้วยความสงบเป็นอย่างดียิ่ง ไม่มีเหตุการณ์ที่ผิดหรือส่อว่าจะกระทำผิดกฎหมายใดๆ แต่พวกเราเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางมาร่วมดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยรวมถึงสืบสวนหาข่าวในการชุมนุมครั้งนี้ก็ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเข้มแข็ง ด้วยความสุภาพและเป็นมิตรอยู่บริเวณหน้าศาลากลางและโดยรอบรวมถึงคอยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ
เวลาประมาณ ๑๑.๓๐ น. นายชุมพร แสงมณี ผวจ.น่านพร้อมแกนนำผู้ชุมนุมที่เข้าร่วมเจรจาที่ศาลากลางเดินทางมาพบผู้ชุมนุมพร้อมทั้งรับข้อเสนอที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องเพื่อเสนอต่อไำปยังรัฐบาลต่อไปซึ่งพี่น้องผู้ร่วมชุมนุมพอใจในข้อเสนอที่ ผวจ.รับไว้ครั้งนี้และพากันแยกย้ายเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเมื่อเวลาประมาณ ๑๒.๐๐ น.

<< ภาพทั้งหมด >> << อีกอัลบั้มหนึ่ง >>
หลังจากพี่น้องผู้ชุมนุมเดินทางกลับแล้วเวลาประมาณเที่ยงครึ่งก็ได้เวลาทานอาหารซึ่งท่านผู้การ (พล.ต.ต.ณรงค์ชัย วงษ์สามี ผบก.ภ.จว.น่าน) กรุณาจัดเลี้ยงพวกเราทุกคน อร่อยมากเลยครับ อาหารเที่ยงวันวันนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวและข้าวซึ่งบางคนก็เลือกก๋วยเตี๋ยว บางคนก็เลือกข้าว แต่ผมเลือกสองอย่างเลย อ้ะอ๊า แบบว่าเกรงใจนายท่านน่ะท่านอุตส่าห์จัดหามาให้ตั้งสองอย่างก็เลยต้องเลือกสองอย่างนั่นแหละ อร่อยหรือไม่อร่อยดูจากภาพขวามือก็แล้วกันครับท่านผู้ชม

หลังจากทานอาหารเสร็จก็เข้าไปทำงานเหมือนเดิม ซึ่งเมื่อเห็นน้องๆ เจ้าหน้าที่เขาทำแล้วเราในฐานะหัวหน้างานก็อดดีใจไม่ได้ ต้องแบบนี้ซิ่ สุดยอดไปเลย เยี่ยมมากๆ

ทำงานไปชักง่วงก็ต้องแก้ง่วงกันด้วยกาแฟ (แก้วเล็กนิดเดียว) อย่างที่เห็นเล่นเอาตาสว่างไปเล้ย



หลังจากเลิกงานที่ ภ.จว.น่านแล้วก็เดินทางกลับไปที่พักที่ สภ.แม่จริมและหลังจากทำธุระส่วนตัวต่างๆ เรียบร้อยแล้วก็ไปนั่งที่โรงพักเป็นกำลังเสริมคอยเหตุและบริการพี่น้องประชาชนเหมือนทุกคืนที่ผ่านมาครับ

ปิดท้ายรายการก่อนนอนคืนนี้ขอเล่าขวัญ (นินทา) เพื่อนคนหนึ่งซะหน่อย คือเจ้าเพื่อนผมคนนี้นะมันแปลกๆ ไม่เหมือนใครเขาแม้ว่ามันจะหล่อเหลาเอาการก็เถอะ (ว้าวววว) ตอนเช้าตื่นขึ้นมามันก็สวัสดีเพื่อนๆ ในเฟส ไปทำงานหรือทำกิจกรรมอะไรๆ ทุกอย่างมันก็บอกเขาไปทุกครั้งทุกตอน การพูดการจาก็หัวเราะร่วนได้ทั้งวัน หน้างี้ไม่เคยเห็นมันบูดบึ้งกับใครเขาซักครั้ง ตกเย็นมาก็ไม่ไปเที่ยวไหน นั่งอยู่แต่ที่ทำงาน เท่านั้นยังไม่พอครับ ก่อนจะนอนเจ้าหมอนี่มันต้องหามุกอะไรๆ มาฝากเพื่อนๆ อีกด้วย เฮ้อ คนอารั้ย...ประสาท

นอนก่อนนะครับพี่น้องที่รัก...ราตรีสวัสดิ์

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

ภารกิจวันนี้ (๑๐ กันยายน ๒๕๕๖)

วันนี้วันอังคารที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ผมทำงานที่ สภ.แม่จริมซึ่งผมเดินจากที่พักไปถึงโรงพักที่อยู่ห่างกันราวๆ ๒๐ เมตรหลังเวลาแปดนาฬิกาเล็กน้อยเพราะอยู่คนเดียว ตอนเช้าก็ไม่มีอะไรมาก ตื่นขึ้นมาทำธุระส่วนตัว อาบน้ำอาบท่าก็แต่งเครื่องแบบมาทำงานได้เลย สบายๆ ในเรื่องอาหารการกินตอนเช้าก็ไม่มีปัญหาเพราะไม่เคยทานมา ๗-๘ ปีแล้วประเภทว่ากาแฟถ้วยเดียวก็อยู่ท้องไปเกือบเที่ยงวันนั่นแหละกว่าจะหิว ประหยัดไปได้อีกมื้อหนึ่ง

ไปถึงโรงพักน้องๆ ตำรวจที่เข้าเวรยามเขาอยู่กันครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สิบเวร ยาม พนักงานวิทยุสื่อสาร พนักงานสอบสวนรวมถึงบางคนที่ต้องทำงานที่โรงพักก็เดินทางมาก่อนหน้าผม ๒-๓ คนแล้วคงจะประมาณแบบผมนั่นแหละนะผมว่า ดีเหมือนกันมาทำงานแต่เช้าเผื่อมีอะไรที่จะต้องให้การบริการพี่น้องประชาชนจะได้ดำเนินการได้ทันท่วงที พี่น้องไม่ต้องรอว่างั้นเถอะ

ถึงโรงพักแล้วทักทายโอภาปราศัยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ตำรวจที่นี่ได้สักพักก็เข้าห้องทำงานดูว่ามีอะไรที่จะต้องทำในวันนี้บ้างหรือที่ผ่านมามีงานอะไรต้องปรับปรุงแก้ไขบ้างไหมซึ่งก็เรียบร้อยดี

เวลาประมาณ ๐๘.๓๐ น.เป็นต้นไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดให้มีการประชุมด้วยระบบทางไกลผ่านจอภาพหรือ Video conference จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปยังทุกหน่วงานตำรวจทั่วประเทศโดยการประชุมเช่นนี้จะกำหนดให้มีทุกวันอังคารช่วงเช้าซึ่งผมและ พ.ต.ท.ไพโรจน์ สิริปิยานนท์ สว.อำนวยการ สภ.แม่จริมเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่ห้องประชุม ศปก.ของโรงพัก


การประชุมครั้งนี้เสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น.ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมก็ไปทำงานต่อที่ห้องซึ่งติืดแอร์(ธรรมชาติ) ทั้งหมด เล่นเอาเหงื่อออกเต็มเลยทีเดียว

ช่วงบ่าย : ผมเดินทางไปที่ ภ.จว.น่านเพื่อเข้าร่วมประชุมคณะทีมงาน
บริหารวิกฤติตำรวจภูธรจังหวัดน่านที่ห้องทำงาน พล.ต.ต.ณรงค์ชัย วงษ์สามี ผบก.ภ.จว.น่านเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่กรณีที่จะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนในจังหวัดน่านซึ่งจะเดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดน่านในวันที่ ๑๑ กันยายนนี้ประมาณ ๑,๐๐๐ คนเพื่อยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำและขยายเวลาในการรับซื้อข้าวโพดผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดน่านและสภาเกษตรกรโดย ภ.จว.น่านได้มีคำสั่งที่ ๗๑๔/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖ แต่งตั้งคณะทำงานซึ่งผมได้รับคำสั่งเป็นหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ในคำสั่งนี้ โดยการประชุมครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาทีจึงเสร็จสิ้นหลังจากนั้นเดินทางกลับที่พักที่ สภ.แม่จริม

สำหรับช่วงกลางคืนก็เหมือนทุกๆ ที่ผ่านมานั่นแหละครับเพราะว่าที่แม่จริมนั้นที่เที่ยวยามราตรีรึ : ไม่มี , สถานบันเทิงรึ : อย่าไปถามถึงเสียให้ยาก , ร้านข้าวต้มรอบดึกรึ : ไม่เคยเห็นที่นี่ เอ้า แล้วจะไปไหนล่ะพี่ แหม จะไปยากไยก็อยู่มันเสียที่นี่แหละน้อง : โรงพัก ว้าวววว

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

พบปะเยี่ยมเยียนคณะครู,นักเรียนโรงแรมแม่จริมและแจกจ่ายเอกสารระเบียบว่าด้วยรถรับส่งนักเรียน (๙ กันยายน ๒๕๕๖)

วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น.เป็นต้นไปผมพร้อมกับ ร.ต.ต.ราเชนทร์ คำแปงตัน รอง สว.(ป.) สภ.แม่จริมและ ด.ต.อัครพล ตาแว่น เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเดินทางไปพบปะเยี่ยมเยียนคณะครูและนักเรียนโรงเรียนแม่จริมซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๔ ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม ตามนโยบายการสร้างความคุ้นเคยสนิทสนม,ปฏิบัติการจิตวิทยาและแผนการปฏิบัติประำจำวันที่กำหนดไว้
การพบปะเยี่ยมเยียนครั้งนี้เป็นหนึ่งในโครงการเยี่ยมเยียนสถานศึกษาของ สภ.แม่จริมซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการถ่ายทอดให้ความรู้ความเข้าใจแก่เด็กๆ ในเรื่องที่เหมาะสมกับวัยนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้รถใช้ถนน,การไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด,การลดช่องว่างระหว่างเด็กๆ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเราให้แน่้นแฟ้นสนิทสนมกลมเกลีัยวยิ่งขึ้นโดยพวกเราใช้เวลาพบปะเยี่ยมเยียนเด็กๆ ในครั้งนี้ประมาณ ๓๐ นาที


อนึ่ง โรงเรียนแม่จริมเปิดการเรียนการสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตั้งแต่มัธยม ๑-๖ เป็นโรงเรียนสหศึกษามีนักเรียนรวมกันประมาณ ๖๕๐ คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กในเขตพื้นที่อำเภอแม่จริม

<< ภาพทั้่งหมดในส่วนนี้ >>


หลังจากนั้นได้แจกจ่ายเอกสารแผ่นพับเรื่องระเบียบว่าด้วยการใช้รถรับส่งนักเรียนแก่ผู้ขับขี่รถรับส่งนักเรียนบริเวณหน้าโรงเรียนแม่จริมซึ่งมีจำนวนประมาณ ๗-๘ คันเพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบถึงระเบียบและปฏิบัติตามที่กำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ผู้โดยสารและผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน

(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดจริง)

<< ภาพทั้งหมดในส่วนนี้ >>

สำหรับช่วงกลางคืนคืนนี้หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินทางมาอยู่ที่ สภ.แม่จริมเพื่อตรวจตราการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่รวมถึงคอยเป็นกำลังหนุนแก่เจ้าหน้าที่สายตรวจหากมีเหตุเกิดขึ้น

๑๔ ปีแห่งการจากไปของคุณพ่อเหียน มัจฉา (๙ กันยายน ๒๕๕๖)

วันนี้วันที่ื ๙ กันยายน ๒๕๕๖ เป็นวันครบรอบ ๑๔ ปีแห่งการจากไปของคุณพ่อเหียน มัจฉาซึ่งท่านถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๒ (วันที่ ๙ เดือน ๙ ปี ๙๙ (คริสตศักราช)

ถึงแม้ืคุณพ่อจะจากไปแล้วแต่ความรัก ความผูกพันของลูกๆ ทุำกคนยังคงติดตรึงอยู่เสมอมิลืมเลือน

ขอให้ดวงวิญญาณของคุณพ่อเหียน มัจฉา จงสถิตอยู่ยังสัมปรายภพด้วยเทอญ

รักและเคารพคุณพ่อ

วันนี้ที่ สภ.แม่จริม (๙ กันยายน ๒๕๕๖)

วันนี้วันจันทร์ที่่ ๙ กันยายน ๒๕๕๖ ผมทำงานที่ สภ.แม่จริมหลังจากที่ไม่ได้มาทำงานที่นี่เนื่องจากผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ไปช่วยปฏิบัติราชการที่ ภ.จว.น่านตั้งแต่วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา

เนื่องจากเป็นแรกๆ ที่มาทำงานใหม่และห่างหายไปไปซะนานเพราะฉะนั้นงานวันนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องการติดตามตรวจสอบงานเก่าๆ ที่มีอยู่เสียมากกว่าว่าเป็นอย่างไรบ้าง ปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้องต่างๆ มีไหมเพื่อเราในฐานะหัวหน้างานสืบสวนของโรงพักจะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ลุล่วงผ่านไปด้วยดี แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับเพราะน้องๆ เจ้าหน้าที่เขาทำไว้ได้ดีเป็นที่พอใจประกอบกับผู้บังคับบัญชาในช่วงนั้นก็ต้องติดตามตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอก็สบายใจได้เยอะเลยทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

ระบบทุนกับความเสื่อมของตำรวจ? : โลกตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข (๘ กันยายน ๒๕๕๖)

คน คือทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร...นี่คือแก่นแกนของแนวความคิดที่เชื่อว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จนั้นผู้นำจะต้องให้ความสำคัญอย่างมากกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีกำลังพล ๒ แสนกว่านาย มีภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศชาติและสังคม คือการรักษาความสงบภายใน ดังนั้น ผู้นำสูงสุดขององค์กรจะต้องแสดงบทบาทของนักบริหารงานบุคคลอย่างมืออาชีพร่วมกับคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ กำกับ ดูแลตรวจสอบและแนะนำเพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามกฎหมาย มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดย ก.ตร.นี้มีทั้งคณะกรรมการที่เป็นตำรวจและเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่ตำรวจ ดังนั้น การแต่งตั้งผู้นำตำรวจระดับนายพลหากไม่มีประสิทธิภาพจึงเป็นความรับผิดชอบของคนกลุ่มนี้!!! การที่ประชาชนได้ตำรวจที่ไร้ประสิทธิภาพมาดูแลก็เป็นผลงานของคนกลุ่มนี้เช่นกัน !!

การขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีเคยเป็นความหวังที่ตำรวจส่วนใหญ่รอคอยในอดีต ก่อนหน้าที่จะปรับโครงสร้างใหญ่ก่อนยกระดับเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยหวังว่าระบบคุณธรรมในการทำงานจะเกิดขึ้นในโลกของตำรวจซึ่งจะทำให้ตำรวจที่ทุ่มเทในการทำงานมีขวัญและกำลังใจที่ดี เพื่อเป็นตำรวจที่ดี แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนการฟ้องศาลปกครองของตำรวจ รวมถึงพฤติกรรมการวิ่งข้ามหัวรุ่นพี่(ที่ตั้งใจทำงาน)โดยไปอิงแอบสวามิภักดิ์นักการเมืองอย่างสยบยอมประหนึ่งว่าเหล่าบรรดานักการเมืองผู้มีอำนาจนั้นคือผู้บังคับบัญชาที่แท้จริงโดยไม่สนใจไยดีผู้นำตำรวจซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา หรือแม้แต่การใช้เงินในรูปแบบวิธีการต่างๆ ซื้อตำแหน่งกันอย่างเปิดเผยแต่แยบยลอย่างไม่ละอายใจ ล้วนแสดงให้เห็นรูปธรรมของความล้มเหลวในการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบทบาทของ ก.ตร.อย่างปฏิเสธไม่ได้

เราจะยอมปล่อยให้วัฒนธรรมเช่นนี้ดำรงอยู่ต่อไปและฝังรากลึกโดยยอมจำนน ทั้งๆ ที่รู้ว่า บรรดาตำรวจนักวิ่ง โดยมิสนใจเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์...หากเป็นเช่นนั้นอะไรจะเกิดขึ้น ? อย่าลืมว่าเมื่อมีการลงทุนไปแล้วก็ต้องถอนทุนคืนด้วยวิธีการต่างๆ และในเมื่อตำรวจปฏิบัติหน้าที่อยู่กับภารกิจการบังคับใช้กฎหมาย การถอนทุนคืนจึงย่อมต้องเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายที่บิดเบี้ยวอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้?!?

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี รวมถึง ก.ตร. ย่อมมีความเข้าใจในปรากฏการณ์และผลกระทบดังกล่าวเป็นอย่างดี ในขณะที่ ทุกคนต่างยอมรับว่า พล.ต.อ.อดุลย์ คือผู้นำการเปลี่ยนแปลงและมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการสร้างภาวะผู้นำและการพัฒนาระบบงานตำรวจโดยใช้ ระบบศูนย์ปฏิบัติการตำรวจ(ศปก.)เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารงาน มุ่งเน้นการสั่งการ กำกับ ติดตามงานให้เป็นไปตามภารกิจ เป้าหมาย นโยบายและข้อสั่งการต่างๆ ซึ่งจะทำให้บรรลุประสิทธิผลในงาน

แต่หากผู้ที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท จนทำให้งานบรรลุวัตถุประสงค์กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบริหารงานบุคคล หรือใช้ภาษาง่ายๆ ว่า "คนทำงานไม่ได้ดี คนได้ดีไม่ได้ทำงาน(ให้องค์กรและประชาชน)" แต่คือคนที่วิ่งเต้นเข้าหาขั้วอำนาจ หรือใช้เงินแลกเปลี่ยนกับตำแหน่งนั้น ต่อให้ระบบงานมีประสิทธิภาพเพียงใดก็ไม่สามารถจูงใจให้คนทำงานได้อีกต่อไป การใช้แต่พระเดชในการลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติงานตามระบบ แต่ไม่สามารถให้พระคุณสำหรับผู้ที่ทุ่มเทปฏิบัติงาน อีกทั้งมีข้อยกเว้นในการให้พระคุณ(ให้รางวัล)แก่คนบางกลุ่ม บางพวกเป็นระยะๆ นั้นกำลังสร้างความไม่เชื่อถือ ไม่ศรัทธา ไม่ไว้วางใจแก่ผู้นำที่เคยเป็นความหวังว่าจะเป็นผู้นำที่จะนำพาองค์กรไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีซึ่งมีบทบาทเป็นประธานก.ตร. ต้องให้อำนาจเต็มในการบริหารงานบุคคลแก่ ผบ.ตร.ด้วย

ตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ และผู้กำกับการสถานีตำรวจเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารงานตำรวจ

การแต่งตั้งผู้บัญชาการในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นรูปธรรมอย่างชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการ ก.ตร.ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารงานบุคคลในโลกของตำรวจอย่างจริงใจ เพราะหากให้เหตุผลว่ากลุ่มบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการในครั้งนี้มีความเหมาะสมแล้วก็แสดงว่า บรรดานายพลตำรวจในลำดับอาวุโสที่อยู่ก่อนหน้าจำนวนมากนั้นไร้ฝีมือ ขาดศักยภาพ หรือไม่มีผลงานที่เหมาะสม ซึ่งขัดกับเสียงจากบรรดาไพร่พลจำนวนมากที่ประหลาดใจกับการแต่งตั้งในครั้งนี้ และเกิดคำถามมากมาย ? ไพร่พลต่างพากันรู้สึกว่าการแต่งตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนและตอกย้ำว่า "อย่าทำงานเลย...วิ่งและหาเงินตุนไว้จะเห็นผลว่าจะก้าวหน้ากว่าทำงาน(เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข)ในยามนี้"

ดังนั้น ขอเตือนให้ประชาชนเตรียมความพร้อมในการป้องกันภัยอาชญากรรมด้วยตนเองอย่างเข้มแข็ง เพราะกำลังตำรวจจะมุ่งเน้นทำหน้าที่สกัดและควบคุมฝูงชน และวิ่ง วิ่ง วิ่ง....เพื่อให้ตัวเองรอดก่อนตามสัญชาตญาณของมนุษย์!!!

อย่างนี้อย่ามาว่าไพร่พลเลวให้ช้ำใจ!!!!!

ที่มา : http://goo.gl/68WuYl

ปิดท้ายคลายเครียด


สวัสดีวันอาทิตย์ (๘ กันยายน ๒๕๕๖)


วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเจรจาต่อรอง (๕-๗ กันยายน ๒๕๕๖)

เมื่อวันที่ ๕-๗ กันยายน ๒๕๕๖ ตำรวจภูธรภาค ๕ ได้จัดให้มีการฝึกอบรมโครงการการเจรจาต่อรองขึ้น ณ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค ๕ อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ปฏิบัติหน้าที่เมื่อเกิดสถานการณ์ต่างๆ ขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้ารับการอบรมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค ๕ (๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน) และตำรวจภูธรภาค ๖ (๙ จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง) รวมทั้งสิ้น ๔๒ คน

สำหรับข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.น่านที่เข้ารับการอบรมตามหลักสูตรนี้ประกอบด้วย
๑. พ.ต.ท.สุพจน์ มัจฉา รอง ผกก.สืบสวน สภ.แม่จริม
๒. ร.ต.ต.เสนอ คำชุ่ม สภ.น้ำมวบ
๓. ร.ต.ต.พลากร หาญต๊ะ สภ.ภูเพียง
โดยการอบรมครั้งนี้เป็นไปตามตารางการฝึกอบรมดังภาพประกอบด้านล่าง
ในวันเปิดการอบรม (๕ กันยายน ๒๕๕๖) เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. พ.ต.อ.ปฐม ประจันเขตต์ รอง ผบก.ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค ๕ ทำหน้าที่ประธานในพิธีแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๕ จากนั้นเป็นการอบรมตามหัวข้อและตารางอบรมที่กำหนดไสว้ไว้โดยคณะวิทยากรซึ่งประกอบด้วย
๑. อาจารย์วัลลี ธรรมโกสิทธิ์ 
๒. อาจารย์สาลิกา โค้วสุวรรณ 
๓. อาจารย์ประสงค์ศักดิ์ เจนกิจจาไพบูลย์
๔. พ.ต.อ.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผกก.บก.สส.ภ.๕ และคณะ
โดยระหว่างการอบรมพวกเราพักผ่อนหลับนอน ทำกิจกรรมและทานอาหารที่ศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

วันนี้ที่แม่จริม (๔ กันยายน ๒๕๕๖)

วันนี้วันพุธที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๖ ผมทำงานที่ สภ.แม่จริมครับไม่ได้ไปทำงานที่ ภ.จว.น่านเหมือนวันอื่นๆ ซึ่งการทำงานโรงพักนี่ผมคิดว่าเหมาะสมกับนิสัยของผมดีกว่างานนั่งโต๊ะเขียนหนังสืออยู่แต่ในห้อง วันๆ ก็พบปะเจอะเจอแค่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ตำรวจที่นั่้นเท่านั้น ไม่เหมือนกับงานโรงพักที่พบปะเจอะเจอพูดคุยกับพี่น้องประชาชนได้เป็นจำนวนมากซึ่งน่าจะถือว่าเป็นหัวใจในการทำงานของตำรวจเราเลยทีเดียวก็ว่าได้กับงานโรงพักนี่ แล้วการทำงานของผมก็อยู่โรงพักมาตลอด วันนี้จึงมีความรู้สึกดีๆ ยังไงบอกไม่ถูกเหมือนกัน

ผมเดินไปถึงโรงพักช่วงใกล้ๆ แปดโมงเช้า พบปะพูดคุยกับตำรวจที่เขามาก่อนเพราะอยู่ปฏิบัติหน้าที่เวรยาม ทักทายสอบถามสารทุกข์สุกดิบต่างๆ รวมถึงให้คำแนะนำการปฏิบัติหน้าที่ตามเรื่องตามราวได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็เดินทางต่อไปยังสำนักงานโครงการขยายผลโครงการหลวงแม่จริมซึ่งตั้งอยู่ในเขตตำบลแม่จริมห่างจากโรงพักราว ๕-๖ กิโลเมตรเพื่อร่วมพิธีเปิดการอบรมโครงการฝึกอบรมทบทวนเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของตำบลนี้


การอบรมครั้งนี้จัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ ๔-๖ กันยายนนี้มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน ๔๐ คน สำหรับพิธีเปิดนั้นนายสมัคร สุทธโลก นายก อบต.แม่จริมเป็นประธานซึ่งผมได้พบปะพูดคุยกับผู้เข้ารับการอบรมและแขกผู้มีเกียรติเวลาหนึ่งด้วย

เสร็จแล้วเดินทางกลับโรงพักเพื่อสะสางงาน ดูงานต่างๆ ที่รับผิดชอบนั่นก็คืองานสืบสวนครับเนื่องจากไม่ได้มาทำซะนานเพราะต้องไปช่วยปฏิบัติราชการที่ ภ.จว.น่านมาตั้งแต่วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๖ เป็นต้นมา

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

วันนี้ที่ ภ.จว.น่าน (๓ กันยายน ๒๕๕๖)

วันนี้วันอังคารที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖ ผมทำงานอำนวยการที่ ภ.จว.น่านเหมือนเดิมหลังจากที่เมื่องานไม่ได้มาทำงานที่นี่วันหนึ่งเนื่องจากต้องเดินทางไปประชุมชุดเจรจรต่อรองที่ตำรวจภูธรภาค ๕ อำเภอเมืองเชียงใหม่ที่ใช้ระยะเวลาเดินทางราว ๕ ชั่วโมง ไปกลับก็ร่วม ๑๐ ชั่วโมงเลยทีเดียว

การทำงานวันนี้ก็เหมือนกับทุกๆ วันนั้นแหละไม่มีอะไรหวือหวา ง่ายๆ เรียบๆ แต่ต้องละเอียดรอบคอบ รวมถึงที่ทำงานตั้งแต่ช่วงเช้ายันบ่ายแก่ๆ มีน้องๆ เจ้าหน้าที่มาทำงานน้อยกว่าปกติ ไม่ใช่หนีงาน เบี้ยวงานหรือไม่มาีทำงานหรอกครับแต่เจ้าหน้าที่ของเราส่วนหนึ่งตีประมาณมากกว่าครึ่งต้องเดินทางเข้าร่วมประชุมประจำเดือนซึ่งวันนี้ ภ.จว.น่านประชุมที่ สภ.ภูเพียงจึงเหลือคนอยู่ไม่กี่คนโดยหนึ่งในจำนวนนั้นรวมผมอยู่ด้วย

ในส่วนของงานก็ไม่มีอะไรมากนัก ๕-๖ เรื่องที่ผ่านมือเพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชา แต่ก่อนจะนำเสนอก็จะต้องตรวจตราดูแลให้ถ้วนถี่อย่าให้ขาดตกบกพร่องซะก่อน ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย เมื่อเสร็จการงานหรือหน้าที่ประจำแล้วก็ทำงานอื่นที่คิดว่าน่าจะเป็นหน้าที่ประจำอีกหน้าที่หนึ่งก็คือนั่นคือนำข้อมูลรายละเอียดและภาพประกอบที่พี่น้องตำรวจน่านเขาส่งเข้ามาทางไลน์กลุ่มนำเสนอขึ้นเฟสบุ๊ค ภ.จว.น่านเพื่อให้พี่น้องได้รับรู้รับทราบกิจกรรมของเราว่าวันๆ หนึ่งพวกเราทำอะไรไปบ้าง สำหรับช่วงเที่ยงวันวันนี้มีอาหารอร่อยให้ทานส่วนจะเป็นอะไรดูที่ภาพได้เลยครับพี่น้อง

ช่วงบ่ายแก่ๆ ได้รับหนังสือตำรวจภูธรภาค ๕ ด่วนที่สุด ที่ ๐๐๒๐.๑๑๓/๖๒๔๑ ลงวัีนที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๖ ให้ผมกับเพื่อนๆ ตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค ๕ เข้ารับการอบรมหลักสูตรเจรจรต่อรองในสถานการณ์ชุมนุมประท้ัวงที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค ๕ อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ระหว่างวันที่ ๕-๗ กันยายนนี้ดังรายละเอียดตามหนังสือ



สำหรับช่วงกลางคืนคืนนี้หลังจากทำธุระปะปังต่างๆ เสร็จแล้วก็มาอยู่เป็นเพื่อนตำรวจที่ สภ.แม่จริมเหมือนเดิมครับ

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ร่วมประชุุมชุดเจรจาต่อรองที่ตำรวจภูธรภาค ๕ จังหวัดเชียงใหม่ (๒ กันยายน ๒๕๕๖)

วันนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น.เป็นต้นไปผมเข้าร่วมประชุมการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดตั้งทีมเจรจาต่อรองสำหรับรองรับสถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องต่างๆ ของตำรวจภูธรภาค ๕ ที่ห้องประชุม ๓ ตำรวจภูธรภาค ๕ อำเภอเมืองเชียงใหม่โดยการประชุมครั้งนี้ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสสร์ รอง ผบช.ภ.๕ เป็นประธาน ในส่วนของผู้เข้าร่ีวมประชุมประกอบด้วย ผบก.สส.ภ.๕ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและข้าราชการตำรวจของ ภ.จว.ต่างๆ ในสังกัดตำรวจภูธรภาค ๕ (๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน) ภ.จว.ละ ๕ คน รวมผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น ๔๘ คน

สำหรับผู้่เข้าร่วมประชุมในส่วนของ ภ.จว.น่านประกอบด้วย
๑. พ.ต.ท.สุพจน์ มัจฉา รอง ผกก.สส.สภ.แม่จริม
๒. ร.ต.ต.พลากร หาญต๊ะ รอง สวป.สภ.ภูเพียง
๓. ร.ต.ต.เสนอ คำชุ่ม รอง สวป.สภ.น้ำมวบ
๔. ร.ต.ต.หญิงเพ็ญสินี สันอุดร รอง สว.ภ.จว.น่าน
๕. ด.ต.ธนาธิป พุฒิืมา จนท.ชุด ชมส.สภ.ภูเพียง
ตามที่ ภ.จว.น่านได้พิจารณาคัดเลือกไปตามวิทยุตำรวจภูธรภาค ๕ ด่วนที่สุด ที่ ๐๐๒๐.๑๓๔/๕๗๙ ลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๖ ซึ่งสั่งการลงมา 

ข้อสรุปของการประชุมครั้งนี้เป็นการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจที่แต่ละ ภ.จว.ส่งมาจำนวน ๔๐ คนนั้นเข้ารับการอบรมหลักสูตรการเจรจาต่อรองเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจหลักการ วิธีการต่างๆ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดและสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์การชุมนุมที่อาจจะมีขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตนเองได้ โดยการอบรมจะจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ ๕-๗ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค ๕ อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปางและกำหนดผู้เข้ารับการอบรมครั้งนี้ ๒๐ คน 

ดังนั้น เพื่อให้การอบรมเป็นไปตามหลักสูตรที่กำหนดตามจำนวนโควต้าที่ระบุ รอง ผบช.ภ.๕ และคณะกรรมการของตำรวจภูธรภาค ๕ จึงพิจารณาคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมตรงตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้ซึ่งผลปรากฏว่าในส่วนของ ภ.จว.น่านมีผู้ถูกคัดเลือกเข้ารับการอบรมจำนวน ๓ คนดังนี้
๑. พ.ต.ท.สุพจน์ มัจฉา
๒. ร.ต.ต.พลากร หาญต๊ะ
๓. ร.ต.ต.เสนอ คำชุ่ม
ซึ่งทั้ง ๓ คนนี้จะเข้ารับการอบรมร่วมกับข้าราชการตำรวจ ภ.จว.อื่นที่ได้รับการคัดเลือกรวม ๒๐ คนตามวันเวลาและสถานที่ที่กำหนดต่อไป

เสร็จสิ้นการประชุมเมื่อเวลาประมาณ ๑๔.๓๐ น.

วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

อาทิตย์ฮาเฮ (๑ กันยายน ๒๕๕๖)

พี่น้องเชื่อไหมเดี๋ยวนี้น่ะเด็กอายุแค่ ๒-๓ ขวบเขาดูหนังโป๊กันแล้ว จริงๆ ให้ดิ้นตายซิ่เอ้า ผมเห็นมากับสองตาของผมเลย 

แหม..เด็กอาร้าย...ดูหนังการ์ตูนก็ไม่นุ่งผ้านุ่งผ่อน โป็จริงๆ เด็กพวกนี้ เนี่ยะ หลักฐาน โป๊เห็นๆ
ทีเด็กโตเขายังใส่มิดชิดเลย (ฮา)

ตำรวจทำงานเพื่อใคร? : โลกตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข (๑ กันยายน ๒๕๕๖)

การปะทะกันระหว่างตำรวจและชาวสวนยางพารานั้น ใครทำร้ายใครก่อนไม่ใช่ประเด็นที่ควรต้องนำมาใช้เป็นสิ่งแสดงเหตุผลของการขอความเห็นใจ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายมิได้เป็นคู่ขัดแย้ง มิใช่เป็นคู่ปัญหาข้อพิพาทใดๆ สะท้อนให้เห็นอะไร?

ประชาชนในฐานะผู้ชุมนุมมักมีความคิดว่ากลุ่มตนได้รับความไม่เป็นธรรมและได้รับความเดือดร้อนจากการบริหารงานของรัฐบาล จึงต้องการพื้นที่ในการแสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกและการกระทำเพื่อให้ผู้บริหารบ้านเมืองให้ความใส่ใจในปัญหาของกลุ่มตน ปัญหาที่ผู้เรียกร้องรับรู้ว่าเป็นความเดือดร้อน เป็นเรื่องใหญ่ เป็นความทุกข์

มุมมองที่เกิดขึ้นจากสถานะและการยืนอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกันย่อมส่งผลต่อการตีความหมายในปรากฏการณ์เดียวกันแตกต่างกันไป...เรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญของคนกลุ่มหนึ่งอาจถูกให้ความหมายว่าไม่สำคัญหรือสำคัญน้อยกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะพบว่าคนเรามักมองจากมุมของตนเองเสมอและหากไม่ทำความเข้าใจกลุ่มอื่นโดยเอาตัวเราไปยืนอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ในสถานะเช่นเดียวกับเขาก็มักเผลอลืมและใช้อคติในการให้ความหมายการกระทำของคนต่างกลุ่มจนทำเกิดการแบ่งพวกเขา-พวกเรา กลุ่มเขา-กลุ่มเรา ฝ่ายเขา-ฝ่ายเรา เป็นคู่ตรงข้าม

สถานการณ์ของคู่ตรงข้ามเช่นนี้ มิควรที่จะเกิดขึ้นกับตำรวจไทย...ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กับประชาชนตำรวจไม่ควรจะต้องตกอยู่ในสถานะของความเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนไม่ว่าจะกลุ่มใดทั้งสิ้น หากพิจารณาถึงวิถีการทำงานของตำรวจตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น จะเห็นได้ว่า แม้แต่โจรผู้ร้ายหากเมื่อถูกตำรวจจับได้ก็ไม่ได้เกิดความรู้สึกโกรธขึงขุ่นเคืองหรืออาฆาตแค้นแต่ประการใด ขอเพียงให้การจับกุมนั้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เคยมีปรากฏการณ์ที่ผู้กระทำผิดพ้นโทษออกมาแล้วจะมาทำร้ายตำรวจ

แต่มิได้หมายความว่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมานั้น ตำรวจจะเป็นกลุ่มบุคคลอันเป็นที่รักของประชาชนเพราะประสบการณ์และบริบทวิถีการทำงานของตำรวจ ซึ่งมีทั้งตำรวจที่ปฏิบัติงานด้วยความมุ่งมั่น และตำรวจที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่สมกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ประกอบกับระบบการบริหารจัดการของกรมตำรวจในอดีตหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบันนั้น ได้รับการแทรกแซงจากภายนอกองค์การสูงมาก จนทำให้การบริหารงานโดยใช้หลักคุณธรรมในการทำงานเป็นไปได้อย่างยากยิ่งจนตำรวจที่ทำดีไม่ได้ดี แต่ตำรวจที่วิ่งเต้นใช้ทั้งตั๋วและตังค์กลับได้ดีนั้น ส่งผลต่อความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อทัศนคติของประชาชนและภาพลักษณ์เชิงลบที่ประชาชนมีต่อตำรวจ

หมานายเป็นตัวอย่างหนึ่งของคำเรียกที่คนใต้มีต่อบุคคลที่ทำงานร่วมกับตำรวจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่มีต่อตำรวจ รวมถึงข้าราชการฝ่ายปกครองต่างๆ ในอดีตได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากการมีค่านิยมส่งลูกหลานไปศึกษาต่อด้านกฎหมายเพื่อมิให้ถูกเอาเปรียบข่มเหงรังแกหรือได้รับความไม่เป็นธรรมเมื่อเกิดความขัดแย้งจนเป็นคดีความ

งานชุมชนสัมพันธ์เกิดขึ้นในระบบการทำงานของตำรวจตั้งแต่ยุคกรมตำรวจ โดยมีที่มาจากปัญหาการเสื่อมความนิยมลงของมาตรการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมักมีความขัดแย้งกับความต้องการของชุมชน อันเนื่องมาจากชุมชนเกิดความคลางแคลงใจสงสัยประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของตำรวจ ส่งผลให้การปฏิบัติงานของตำรวจไม่มีประสิทธิภาพ เพราะการปฏิบัติงานบางประการย่อมต้องการความร่วมมือจากชุมชนโดยรอบ หากบรรยากาศของความขัดแย้งคุกรุ่น ชุมชนอาจไม่ให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรืออาจต่อต้านการทำงานก็เป็นได้ สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงปรารถนาทั้งต่อองค์กรตำรวจและชุมชน

เมื่อเวลาผ่านไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการปรับปรุงพัฒนางานชุมชนสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตามลำดับ ด้วยพิจารณาตระหนักดีว่า งานของตำรวจจะไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพหากไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน โครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชนของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ หรือโครงการตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรมของ พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ นายตำรวจใหญ่ผู้มากด้วยประสบการณ์และมีวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาดในการพิจารณาเห็นแล้วว่า ตำรวจจะต้องเดินและทำงานอยู่เคียงข้างและใกล้ชิดประชาชนโดยมีความสัมพันธ์แนวราบเชิงเครือข่ายเท่านั้น จึงจะทำให้ชุมชนและสังคมเกิดความผาสุก ยังไม่นับรวมกับคำขวัญซึ่งถือเป็นนโยบายที่สำคัญของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ให้ตำรวจไทยถือเป็นนโยบายทั่วกันว่า "บริการดุจญาติ พิทักษ์ราษฎร์ดุจครอบครัว

หากครอบครัวของตำรวจคือกลุ่มคนในผู้ชุมนุม (ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว) ตำรวจจะทำอย่างไร? ความลำบากใจของตำรวจที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมมวลชนให้ปฏิบัติการใดๆ ภายใต้กฎหมายอย่างสงบและไม่สร้างความเดือดร้อนแก่สังคมนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายเลยภายใต้บรรยากาศทางการเมืองในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ข้อสั่งการของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ว่า "ขอให้ตำรวจทุกท่านใช้ความอดทน อดกลั้นให้มากที่สุดน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับตำรวจไทยอดทน อดกลั้นจนกว่าประชาชนจะเห็นใจ จนกว่าผู้บริหารประเทศจะเข้าใจ จนกว่านายจะศรัทธาว่า เพราะความอดทนอดกลั้นของเหล่าตำรวจไพร่พลเหล่านี้แหละที่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมีตำรวจมืออาชีพ (จริงๆ) ที่ปฏิบัติอย่างยากลำบากเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน มิใช่อดทน อดกลั้นเพียงเพื่อได้รับคำชมจากรัฐบาลว่าสามารถควบคุมการชุมนุมได้ดีแต่เพียงเท่านั้น?

ที่มา : http://goo.gl/IU1Pai

สวัสดีวันอาทิตย์ (๑ กันยายน ๒๕๕๖)