วันอังคาร อีเรียมนั้น เคยสัญญา
ว่าจะรัก แต่เพียงข้า ตราบฟ้าสลาย
แล้วไม่นาน อีเรียมนั่น พลันเปลี่ยนไป
ลืมสัญญา หน้าศาลไทร ในวันอังคาร
........
ไอ้ขวัญ
วันอังคารขึ้น ๑๐ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ความทรงจำครั้งเยาว์วัย : ตอน “เยี่ยวรดกางเกง” (๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙)
“เอ่อ ดูเหียอู๊ดฮิ แหม่ เรื่องที่จะเขียนมีถมเถถมถืดไม่ยอมเขียน แต่มาเขียนเรื่องเยี่ยวร่ดกางเกงซะงั่น แลขลังๆ (แปลกๆ)” เนี่ยะ ผมว่านะดีไม่ดีมีพี่น้องบางคนที่พออ่านที่ผมจั่วหัวเรื่องแล้วจะต้องพูดออกมาแบบนี้แน่ๆ เอ้อ นั่นฮิ่เนาะ เรื่องที่จะเขียนมีถมเถถมถืดไม่ยอมเขียน ฮ่ะๆ ที่เขียนน่ะไม่ใช่รา (อะไรหรอก) แบบว่าอยากเขียน (พิมพ์) น่ะเพราะเหียอู๊ดเจอมากะตัวเอง เหอๆๆๆ คนอะไร “เยี่ยวรดกางเกง” แลหน้าไม่อาย
เรื่องราวนี้ผมจำได้แม่นยำว่าเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะแม รัตนโกสินทร์ศก ๑๘๖ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๐ เวลาราวใกล้ๆ ๔ โมงเย็น “แหม่ เหียอู๊ดโม้หรือปล่าว คนอะไรจะจำได้ดีขนาดนั้น” ไม่โม้หรอกครับ จริงๆ ผมจำได้แม่นยำเพราะวันนั้นเป็นวันเปิดเรียนวันแรกของผมและเพื่อนๆ วัยเดียวกันอีกราวๆ ๓๐ คนในชั้น ป.๑ ที่โรงเรียนวัดพังราด (เพิ่มราษฎร์รังสรรค์) ตำบลพังราด อำเภอแกลง จังหวัดร่ะยอง โดยในยุคนั้นโรงเรียนจะเปิดเทอมวันที่ ๑๑ พฤษภาคมของทุกปีเว้นแต่ถ้าวันที่ ๑๑ ตรงกับวันหยุดก็จะเลื่อนไปเปิดในวันจันทร์ถัดไป
อย่างว่าแหละครับเด็กๆ รุ่นผมน่ะพอออกจากท้องแม่มาแล้วก็แทบไม่ได้ออกไปไหน หรือถ้าจะไปก็มักจะไปกับพ่อกับแม่เสียเป็นส่วนใหญ่รวมถึงค่อนข้างจะกลัวๆ คนแปลกหน้าที่เราไม่เคยรู้จักคุ้นเคยมาก่อนด้วย จะถามอะไรก็ไม่กล้าถาม พอถึงเวลาเขาถามมาก็ไม่อยากจะตอบแบบว่าอายน่ะ ก็ยังงงอยู่จนบัดนี้ว่าเราอายอะไรกันตอนนั้น วันแรกที่โรงเรียนเปิดได้เจอเพื่อนใหม่ซึ่งมีส่วนหนึ่งที่รู้จักมาก่อนแต่อีกส่วนหนึ่งไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ากันทั้งๆ ที่ก็เป็นคนหมู่บ้านพังราดไทยด้วยกันนั่นแหละดังเหตุผลที่ผมว่าเมื่อตะกี๊
วันนั้นครูจอง ทองก้อน ครูใหญ่ซึ่งทำหน้าที่ครูประจำชั้น ป.๑ อีกหน้าที่หนึ่งด้วยบอกให้พวกเราทำอะไรพวกเราก็ทำหมด ไม่หือไม่อือ ไม่มีปากมีเสียง ให้นั่งตรงไหน กับใครแบบไหนเราทำตามหมดโดยไม่มีใครพูดอะไรกับใครเลย และแล้วต่อมาเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น....
ใกล้ๆ ๔ โมงเย็นวันนั้นครูจองเข้ามาพูดคุยกับพวกเราพร้อมอบรมชี้แนะอะไรต่างๆ เยอะแยะเลย เช่นการเป็นนักเรียนที่ดีจะต้องทำตัวอย่างไร การทำตัวต่อพ่อแม่ผู้ปกครอง ต่อคุณครู ต่อผู้ใหญ่และสังคมรอบข้างต้องทำอย่างไรท่ามกลางฟ้าฝนที่ตกลงมาไม่หยุดหย่อนตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ พวกเราฟังครูแบบรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่งตามประสา ตอนแรกๆ ผมก็สมาธิดีหรอกครับ แต่พอตอนหลังๆ สมาธิชักไม่อยู่กะเนื้อกะตัวซะแล้ว เพราะอะไร.... อ้ะอ๊า ก็ข้าศึกน่ะซิ่ ข้าศึกมันบุกประชิดขื่อกางเกงเข้ามาทุกขณะๆ ตอนแรกๆ ก็พอจะตั้งรับมันไหวแต่ตอนหลังรับไม่ได้แล้ว ข้าศึกตีฝ่าวงล้มออกมาจนเลอะเทอะกางเกงนักเรียนตัวที่ผมนุ่งในวันแรกนั้นจนเปียกแฉะไปหมด ใช่แล้ว ใช่แล้วครับผม “เยี่ยวแตก” รดกางเกงนั่นเอง เพื่อนๆ บางคนเห็นก็ไปบอกครูจอง “ครูครับๆ เด็กตัวดำๆ คนนั้น (แล้วชี้มาทางผมเพราะเรายังไม่รู้จักชื่อกัน) เยี่ยวร่ดกางเกงครับ” เมื่อครูรู้ก็ถามผมว่าทำไมไม่บอกครูล่ะว่าปวดฉี่ ครูจะได้อนุญาต ผมก็บอกกับครูแบบอายๆ ว่า “พ้มไม่กล้าบอกครูครับ” ครูก็เลยเอา case ผมเป็นตัวอย่างบอกเพื่อนๆ ว่าต่อไปถ้ามีอะไรให้รีบบอกครูจะได้จัดการเสียให้ทันท่วงที พวกเราพูดว่า “ครับ/ค่ะ” พร้อมๆ กัน และอีกพักหนึ่งครูก็ปล่อยพวกเรากลับบ้าน
เย็นนั้นผมเดินกลับบ้านไปพร้อมกับเพื่อนๆ และรุ่นพี่ที่บ้านอยู่ทางเดียวกันโดยไม่พูดกับใครเลยซักกะคน เหอๆๆๆๆ “เยี่ยวร่ดกางเกงซะแล่วเหียอู๊ด” แลน่าสมเพด
สวัสดีวันจันทร์ (๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙)
ลุวันจันทร์ สุขสันต์ แสนหรรษา
ลุวันจันทร์ เริงร่า จะหาไหน
ลุวันจันทร์ เริงรื่น แช่มชื่นใจ
ลุวันจันทร์ แจ่มใส ในฤดี
ลุวันจันทร์ เริงร่า จะหาไหน
ลุวันจันทร์ เริงรื่น แช่มชื่นใจ
ลุวันจันทร์ แจ่มใส ในฤดี
วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ความทรงจำครั้งเยาว์วัย : ตอน “กล้วยน้ำว้าบดข้าว” (๙ ตุลาคม ๒๕๕๙)
สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้วันอาทิตย์ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก รัตนโกสินทร์ศก ๒๓๕ ตรงกับวันที่ ๙ ตุลาคม พุทธกาลล่วงแล้ว ๒๕๕๙ ปี วันหยุด วันพักผ่อน วันสบายๆ ของหลายๆ ท่าน วันหยุดนี้ผมขอนำพี่น้องไปย้อนอดีตกันหน่อย สำหรับเรื่องราวจะเป็นอย่างไรตามผมมาเลยครับ
อาหารสุดวิเศษของทารกหรือเด็กแรกเกิดไม่ว่าจะที่ไหน ประเทศใดก็ตามในโลกนี้นั้นว่ากันว่าไม่มีอะไรเกินไปกว่า “น้ำนมแม่" ซึ่งใช้หล่อเลี้ยงให้ลูกน้อยที่กำลังแบเบาะเติบโตขึ้นมาพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง จิตใจแจ่มใสร่าเริง ทุกคนจะต้องได้กิน ไม่ว่าจะมีฐานะดี ร่ำรวยเป็นเศรษฐีหรือยากจนเข็ญใจเพียงใดก็เถอะ แต่การกินนมแม่นี้ใช่ว่าจะกินไปจนโตได้เสียเมื่อไร พอถึงอายุช่วงหนึ่งราวขวบเศษๆ ก็ต้องหย่านมแล้ว ส่วนอาหารน่ะไม่ว่าจะอายุเพียงใดก็ต้องกินเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอด ตอนที่กำลังกินนมอยู่ก็ต้องกิน เพียงแต่อาจกินน้อยหน่อยไม่เหมือนช่วงหย่านมแล้วที่จะต้องกินเพิ่มมากขึ้น แล้วอาหารที่กินเป็นอะไร???
เชื่อว่าพี่น้องส่วนหนึ่งที่อายุเข้าเลข ๔ ขึ้นไปคงจะเคยได้ยินรวมถึงเคยพบ เคยสัมผัสกับตัวเองหรือไม่ก็กับพี่ๆ น้องๆ หรือญาติๆ ในเรื่องที่ผมจั่วหัวเรื่องวันนี้มาบ้างไม่มากก็น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่เติบโตหรือใช้ชีวิตแรกเกิดแถบชนบท ท้องไร่ท้องนา
เรื่องอาหารการกินของเด็กนั้นคนที่มีฐานะดีหรืออยู่ในเมืองใหญ่ๆ อยู่ในถิ่นที่เจริญแล้วก็คงจะไม่พ้นอาหารเสริมประเภทต่างๆ ที่คุณหมอหรือนักโภชนาการเขาแนะนำ แต่อย่างไรเสียช่วงแรกๆ จะต้องเป็นอาหารประเภทอ่อนๆ ที่ละลายได้ทันทีเมื่อเข้าสู่ปากทารกเพราะเด็กยังไม่มีฟันที่จะขบเคี้ยวอะไรได้ สำหรับเด็กที่อยู่ห่างไกลความเจริญ อยู่ท้องไร่ท้องนาหรือพ่อแม่ฐานะไม่สู้ดีนักล่ะกินอะไร อ้ะอ๊า นี่เลย เข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้ซะทีหลังจากรำพันมานาน อะไรหรือ แหม จะอะไรซักอีกล่ะ นี่ไง “กล้วยน้ำว้าบดข้าว” จ้า
พอถึงตอนนี้คิดว่าพี่น้องที่เคยกินหรือเคยสัมผัสมาคงจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หรือบางคนอาจจะหน้าเบ้ก็ได้เมื่อนึกถึงสภาพและรสชาติของมันตอนนั้น แต่ผมคิดว่าทุกคนคงจำรสชาติด้วยตนเองขณะกินไม่ได้หรอกครับ เพราะอะไร ก็เพราะตอนนั้นเรายังเด็ก ยังไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะจำได้ว่าเป็นยังไง แต่ก็คงจะต้องอร่อย รสชาติดีแน่นอนเพราะพ่อแม่จะต้องทำหรือปรุงอย่างสุดฝีมือเพี่อลูกน้อยของตนอยู่แล้ว แล้วการทำเขาทำกันยังไง อ้ะ ตามผมมา
ขั้นแรกไปเอากล้วยน้ำว้าซึ่งแทบทุกบ้านในตอนนั้นมีหรือหากไม่มีก็ขอเขาข้างบ้านก็ได้ซึ่งสมัยผมเป็นเด็กอยู่บ้านพังราดไทย อำเภอแกลง ร่ะยองนั้นไม่มีการซื้อขายกันหรอก ใครอยากกินก็ปลูกหรือไม่ก็ขอเพื่อนบ้านหรือญาติใกล้ๆ มีถมเถไป เขาไม่หวง กล้วยน้ำว้าที่ว่านี้ต้องเลือกชนิดที่สุกเป็นอย่างดีแล้ว ๑ ลูก ขนาดเล็กใหญ่ก็เอาให้พอเหมาะกับเด็กที่จะกินว่าตัวเล็กตัวใหญ่แค่ไหน เสร็จแล้วเอาไปย่างบนเตาอั้งโล่ที่ก่อไว้ในครัว หมั่นพลิกไปพลิกมาคะเนว่าสุกดีแล้วจึงเอาออกมาจากนั้นแกะเปลือกพร้อมเส้นไยหรือกากที่อาจจะมีในเนื้อกล้วยออกให้หมดแล้วเอามาใส่ถ้วยเล็กๆ ซึ่งในถ้วยมีข้าวจ้าวที่บดไว้จนเละเป็นเนื้อเดียวกันอยู่พร้อมทั้งเอาเกลือทะเลใส่เข้าไปสักเม็ดสองเม็ดเพื่อเพิ่มรสชาติแล้วบดกล้วย,เกลือและข้าวจ้าวให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว เมื่อถึงเวลาก็เอาไปป้อนลูกน้อยโดยใช้ช้อนชาเล็กๆ ตักเข้าปากทีละคำๆ พร้อมน้ำอุ่นที่ต้มสะอาดให้ดื่มด้วยวิธีเดียวกันเป็นระยะๆ จนอิ่มก็เป็นอันเสร็จพิธีของแต่ละมื้อแต่ละครั้ง
สำหรับรสชาติของอาหารวิเศษซึ่งก็คือกล้วยน้ำว้าบดข้าวนี่จะเป็นแบบไหนก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละครับว่าตอนนั้นคนกินยังเล็กเหลือเกินที่จะอธิบายถึงรสชาติของมันได้ แต่พอผมโตขึ้นมาได้นิดหนึ่งซึ่งพ่อกับแม่มีน้องเกิดตามมา หลายครั้งเหมือนกันที่ผมรับหน้าที่ปรุง “กล้วยน้ำว้าบดข้าว” ให้น้องพร้อมแอบ “แผ็บ” (คำร่ะยอง : ความหมายจะประมาณคำว่า “แอบกิน,กินเล่นๆ ไม่ถึงขนาดกินอิ่มอะไร ประมาณนี้ครับ) โอ้โฮ พูดแล้วจะหาว่าคุยครับท่านผู้ชม แหม่รสชาติงี้ “เอาได้” เลยทีเดียว ทั้งหอม ทั้งหวาน ทั้งนุ่มเจือไปด้วยรสเค็มปะแล่มๆ ของเกลือที่ใส่จนบางทีอด “แผ็บ” เป็นครั้งที่ ๒ ที่ ๓ ไม่ได้ ฮ่ะๆๆๆ ซึ่งพี่น้องท้องเดียวกับผมที่มี ๗ คนล้วนเติบโตมาจาก “กล้วยน้ำว้าบดข้าว” ด้วยกันทั้งนั้น
หันกลับมาสมัยนี้ “กล้วยน้ำว้าบดข้าว” นี่ยังจะหลงเหลืออยู่ในประเทศเราบ้างหรือไม่ผมไม่ทราบแต่ที่บ้านเก่าผมเด็กๆ รุ่นใหม่ไม่เคยเห็นหรือรู้จักกันแล้ว นึกไปบางครั้งก็ใจหาย แต่ก็ว่าแหละความเจริญทางด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางโภชนาการที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่งทำให้ทิ้งสิ่งที่ผ่านมากลับกลายเป็นอดีตไปอย่างไม่อาจหวนคืนได้อีก เฮ้อ แลน่าเสียดายเหลือเกิน
สวัสดีวันอาทิตย์ (๙ ตุลาคม ๒๕๕๙)
วันอาทิตย์ ข้าหมดสิทธิ์ ติดธุระ
เพราะวันนี้ เป็นวันพระ ข้าอยู่วัด
อีกกระเป๋า ของข้านี้ ไม่มีอัฐ
ขอผิดนัด อีเรียมนะ ไม่ว่าเนาะ
.......
ไอ้ขวัญ
วันอาทิตย์ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
เพราะวันนี้ เป็นวันพระ ข้าอยู่วัด
อีกกระเป๋า ของข้านี้ ไม่มีอัฐ
ขอผิดนัด อีเรียมนะ ไม่ว่าเนาะ
.......
ไอ้ขวัญ
วันอาทิตย์ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
รำลึกถึงมิตร ชัยบัญชา พระเอกตลอดกาล (๘ ตุลาคม ๒๕๕๙)
สี่สิบหก ปีผ่าน วันสิ้นมิตร
ที่เหมือนดั่ง ญาติสนิท แนบชิดใกล้
แม้นเวลา ผันผ่าน นานเพียงใด
มิตรยังอยู่ ในใจ ไทยทั่วแดน
.......
๘ ตุลาคม ๒๕๑๓ วันเสียชีวิตของพระเอกอมตะตลอดกาล "มิตร ชัยบัญชา"
ประวัติมิตร ชัยบัญชา
ขอทำตาม ที่ใจ ปรารถนา
ซักหน่อยหนา อย่าว่า กันนะครับ
อยากเป็นมิตร ชัยบัญชา น่ะโปรดทราบ
ก็เลยจับ ตัดแต่ง ภาพสักนิด
แหมดูแล้ว เข้าท่า นะตัวเรา
ดั่งเราเขา นั้นเป็น ญาติสนิท
ว้าวสุพจน์ มัจฉา นั่นล่ะมิตร
พี่น้องคิด เหมือนผม กันไหมครับ
ไม่รู้จะทำไง แหมก็ใจอยากเป็นมิตร
ไม่อยากได้แค่คิด เลยเป็นมิตรวันนี้ซะ
แอ๊ะแอ๊แหม่เอาได้ เอ็งนี่คล้ายมิตรจังว่ะ
ก็ว่างั้นแหละนะ ขอบใจจ้ะ...มิตรมิตรมิตร
มิตรเสียชีวิตขณะแสดงภาพยนตร์เรื่องอินทรีทองที่อ่าวตาล พัทยา ชลบุรี เวลาแระมาณ ๑๖.๓๐ ของวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๑๓
ที่เหมือนดั่ง ญาติสนิท แนบชิดใกล้
แม้นเวลา ผันผ่าน นานเพียงใด
มิตรยังอยู่ ในใจ ไทยทั่วแดน
.......
๘ ตุลาคม ๒๕๑๓ วันเสียชีวิตของพระเอกอมตะตลอดกาล "มิตร ชัยบัญชา"
ประวัติมิตร ชัยบัญชา
ขอทำตาม ที่ใจ ปรารถนา
ซักหน่อยหนา อย่าว่า กันนะครับ
อยากเป็นมิตร ชัยบัญชา น่ะโปรดทราบ
ก็เลยจับ ตัดแต่ง ภาพสักนิด
แหมดูแล้ว เข้าท่า นะตัวเรา
ดั่งเราเขา นั้นเป็น ญาติสนิท
ว้าวสุพจน์ มัจฉา นั่นล่ะมิตร
พี่น้องคิด เหมือนผม กันไหมครับ
ไม่รู้จะทำไง แหมก็ใจอยากเป็นมิตร
ไม่อยากได้แค่คิด เลยเป็นมิตรวันนี้ซะ
แอ๊ะแอ๊แหม่เอาได้ เอ็งนี่คล้ายมิตรจังว่ะ
ก็ว่างั้นแหละนะ ขอบใจจ้ะ...มิตรมิตรมิตร
มิตรเสียชีวิตขณะแสดงภาพยนตร์เรื่องอินทรีทองที่อ่าวตาล พัทยา ชลบุรี เวลาแระมาณ ๑๖.๓๐ ของวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๑๓สวัสดีวันเสาร์ (๘ ตุลาคม ๒๕๕๙)
สวัสดีวันเสาร์จ้ะ มาแล้วนะเพื่อนน้องพี่
ทั่วแคว้นแดนธานี ทุกถิ่นที่ในแหลมทอง
สวัสดีวันเสาร์จ้ะ มาแล้วนะเพื่อนพี่น้อง
มากมายมิตรหมายมอง มิหม่นหมองมองหมางเมิน
ทั่วแคว้นแดนธานี ทุกถิ่นที่ในแหลมทอง
สวัสดีวันเสาร์จ้ะ มาแล้วนะเพื่อนพี่น้อง
มากมายมิตรหมายมอง มิหม่นหมองมองหมางเมิน
วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559
จดหมายจากไอ้ขวัญถึงอีเรียม (๗ ตุลาคม ๒๕๕๙)
ยามจันทร์เสี้ยว เกาะเกี่ยว กับขอบฟ้า
เรียมเอ็งเคย สัญญา ต่อหน้าศาล
ว่าจะรัก ข้านี้ นิจนิรันดร์
จวบสิ้นชีพ วายปราณ มั่นมิคลาย
เรียมเอ็งเคย สัญญา ต่อหน้าศาล
ว่าจะรัก ข้านี้ นิจนิรันดร์
จวบสิ้นชีพ วายปราณ มั่นมิคลาย
ข้ากรีดเลือด ท้องแขน แทนคำมั่น
ว่าจะรัก เอ็งนั้น ตราบวันสลาย
พระจันทร์เสี้ยว เกาะเกี่ยว ที่กิ่งไทร
เป็นพยาน คำมั่นไว้ ให้สองเรา
ว่าจะรัก เอ็งนั้น ตราบวันสลาย
พระจันทร์เสี้ยว เกาะเกี่ยว ที่กิ่งไทร
เป็นพยาน คำมั่นไว้ ให้สองเรา
แต่ไหนเลย เรียมเอย ดวงยี่หวา
เจ้าทอดทิ้ง ให้ข้า มาหงอยเหงา
ทิ้งคลองคุ้ง ท้องทุ่งนา ป่าลำเนา
ทิ้งทิวเขา เข้าบางกอก ไม่บอกลา
เจ้าทอดทิ้ง ให้ข้า มาหงอยเหงา
ทิ้งคลองคุ้ง ท้องทุ่งนา ป่าลำเนา
ทิ้งทิวเขา เข้าบางกอก ไม่บอกลา
วันกรีดเลือด แทนสัญญา แม้ข้าเจ็บ
แต่ไม่เจ็บ เท่าเอ็งหลอก กลับกลอกข้า
คลองแสนแสบ แม้คดเคี้ยว เลี้ยวไปมา
ยังดีกว่า คนใจคด หมดน้ำใจ
แต่ไม่เจ็บ เท่าเอ็งหลอก กลับกลอกข้า
คลองแสนแสบ แม้คดเคี้ยว เลี้ยวไปมา
ยังดีกว่า คนใจคด หมดน้ำใจ
โอ้ค่ำนี้ จันทร์เสี้ยว เกาะเกี่ยวฟ้า
อีเรียมเอ๋ย คิดถึงข้า บ้างไฉน
ข้าแหงนมอง ท้องนภา ฟากฟ้าไกล
จวบจันทร์เสี้ยว เกี่ยวไทร หายลับเลือน
.......
ไอ้ขวัญ
วันอังคารขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
อีเรียมเอ๋ย คิดถึงข้า บ้างไฉน
ข้าแหงนมอง ท้องนภา ฟากฟ้าไกล
จวบจันทร์เสี้ยว เกี่ยวไทร หายลับเลือน
.......
ไอ้ขวัญ
วันอังคารขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
สวัสดีวันศุกร์ (๗ ตุลาคม ๒๕๕๙)
เคยเลี้ยงงัว เลี้ยงควาย ในวันศุกร์
สนานสนุก กลางท้องนา คราวสันต์
มาบัดนี้ เรียมของพี่ หนีหน้าพลัน
ใจไหวหวั่น ระคนทุกข์ สุขไม่มี
.......
ไอ้ขวัญ
วันศุกร์ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
สนานสนุก กลางท้องนา คราวสันต์
มาบัดนี้ เรียมของพี่ หนีหน้าพลัน
ใจไหวหวั่น ระคนทุกข์ สุขไม่มี
.......
ไอ้ขวัญ
วันศุกร์ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559
จดหมายจากไอ้ขวัญถึงอีเรียม (๖ ตุลาคม ๒๕๕๙)
ฝนเริ่มซา เมื่อครา ย่างหน้าหนาว
เด่นสกาว กล้าข้าว สีสดเขียว
เริ่มแตกรวง รองรับ กับคมเคียว
รอเก็บเกี่ยว ยามรวงทอง ทั่วท้องนา
เจ้าเคยพร่ำ จำนรร ฉันท์คนรัก
หมายสมัคร จับเคียว เกี่ยวกับข้า
แต่ไฉน ไปบางกอก ไม่บอกลา
ปล่อยไอ้ขวัญ เหว่ว้า ระอาทรวง
ไอ้เรียวเอ๋ย ก่อนเรียมเคย ขี่หลังเจ้า
มาบัดนี้ ต้องเศร้า เขาไม่ห่วง
อีเรียมมัน หนีข้า ข้าวกล้ารวง
หนีไปควง หนุ่มบางกอก ช้ำชอกฤดี
ท้องทุ่งงาม ยามนี้ มีเพียงข้า
รอเก็บเกี่ยว ข้าวกล้า หน้าหนาวนี่
อีเรียมเอ๋ย ไยเลย ลืมวจี
ที่เคยให้ ไอ้ขวัญนี้ ได้ลงคอ
ฝนเริ่มซา เมื่อครา ย่างหน้าหนาว
ข้ายังคง คอยเจ้า เข้าเรือนหอ
แม้นเนิ่นนาน กี่เพลา ข้าจะรอ
เคียงพะเน้า เคล้าพะนอ คลอคู่เรียม
......
ไอ้ขวัญ
วันจันทร์ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
เด่นสกาว กล้าข้าว สีสดเขียว
เริ่มแตกรวง รองรับ กับคมเคียว
รอเก็บเกี่ยว ยามรวงทอง ทั่วท้องนา
เจ้าเคยพร่ำ จำนรร ฉันท์คนรัก
หมายสมัคร จับเคียว เกี่ยวกับข้า
แต่ไฉน ไปบางกอก ไม่บอกลา
ปล่อยไอ้ขวัญ เหว่ว้า ระอาทรวง
ไอ้เรียวเอ๋ย ก่อนเรียมเคย ขี่หลังเจ้า
มาบัดนี้ ต้องเศร้า เขาไม่ห่วง
อีเรียมมัน หนีข้า ข้าวกล้ารวง
หนีไปควง หนุ่มบางกอก ช้ำชอกฤดี
ท้องทุ่งงาม ยามนี้ มีเพียงข้า
รอเก็บเกี่ยว ข้าวกล้า หน้าหนาวนี่
อีเรียมเอ๋ย ไยเลย ลืมวจี
ที่เคยให้ ไอ้ขวัญนี้ ได้ลงคอ
ฝนเริ่มซา เมื่อครา ย่างหน้าหนาว
ข้ายังคง คอยเจ้า เข้าเรือนหอ
แม้นเนิ่นนาน กี่เพลา ข้าจะรอ
เคียงพะเน้า เคล้าพะนอ คลอคู่เรียม
......
ไอ้ขวัญ
วันจันทร์ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
สวัสดีวันพฤหัสบดี (๖ ตุลาคม ๒๕๕๙)
คำสัญญา หน้าศาล เจ้าพ่อไทร
ถอนไม่ได้ เรียมจ๋า ฟังข้าก่อน
ถ้าขืนทำ เอ็งน่ะ จะเดือดร้อน
พฤหัส ห้ามถอน ท่านสอนไว้
.......
"อีเรียม ถ้าเอ็งถอนคำสัญญารักของเราในวันนี้เอ็งจะต้องตกนรกหมกไหม้" / ไอ้ขวัญ
วันนี้ ที่นี่ ตรงนี้
ตรงนี้ ที่นี่ ที่ไหน
ตรงนี้ ที่นี่ นี่ไง
เหลียวขวา แลซ้าย ใช่เลย
.......
เอ่อ ใช่จริงๆ ด้วยเกี๊ย แหม นึ่กว่าที่ไหนซะอีก ฮ่ะๆ เอาได้ๆ เหอๆๆ
(กองบังคับการสืบสวน ตำรวจภูธรภาค ๕)
ถอนไม่ได้ เรียมจ๋า ฟังข้าก่อน
ถ้าขืนทำ เอ็งน่ะ จะเดือดร้อน
พฤหัส ห้ามถอน ท่านสอนไว้
.......
"อีเรียม ถ้าเอ็งถอนคำสัญญารักของเราในวันนี้เอ็งจะต้องตกนรกหมกไหม้" / ไอ้ขวัญ
วันนี้ ที่นี่ ตรงนี้
ตรงนี้ ที่นี่ ที่ไหน
ตรงนี้ ที่นี่ นี่ไง
เหลียวขวา แลซ้าย ใช่เลย
.......
เอ่อ ใช่จริงๆ ด้วยเกี๊ย แหม นึ่กว่าที่ไหนซะอีก ฮ่ะๆ เอาได้ๆ เหอๆๆ
(กองบังคับการสืบสวน ตำรวจภูธรภาค ๕)
วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559
เว่จขี้ (๕ ตุลาคม ๒๕๕๙)
ผมจั่วหัวเรื่องแบบนี้เชื่อว่าพี่น้องหลายคนคงจะหน้าเบ้แล้วพาลไม่อยากอ่านต่อเลยก็ได้ อ่านเถอะครับ ใครที่เคยผ่านการใช้ชีวิตแบบนี้มาก่อนก็ถือว่าเป็นการ “ย้อนอดีต” ส่วนใครที่ยังไม่เคยก็ถือซะว่าเรามารับรู้เรื่องราวเก่าๆ ของบ้านเราสมัยก่อนที่ “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วยังมีเว่จขี้...”กันดีกว่า
สมัยก่อนนั้นคนบ้านเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบชนบท ท้องทุ่งท้องนาไม่มีใครเอาส้วมไว้ในหรือใกล้บ้านหรอก อย่าว่าแต่เอาไว้เลย "มีก็ยังไม่มี" การถ่ายทุกข์ทั้งหนักและเบาก็หาเอา “แถวๆ บ้าน” นั่นแหละไม่มีปัญหาอะไร ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายด้วยแล้วยังไงก็ได้ แต่สำหรับผู้หญิงอาจจะลำบากหน่อย ที่ว่าลำบากนี่ไม่ใช่อะไร ผู้หญิงเป็นเพศขี้อายน่ะจะมาทำอะไรประเจิดประเจ้อแบบผู้ชายมันดูไม่ดีเดี๋ยวพาลจะขายไม่ออกเอาได้ง่ายๆ ฮ่ะๆ
การถ่ายทุกข์โดยหาเอา “แถวๆ บ้าน” น่ะเขาทำยังไง ก็มีหลายอย่าง หลายแบบ หลายวิธีครับแต่ผมจะนำมาเล่าเฉพาะเท่าที่ที่ผมเคยเห็น เคยสัมผัส เคยใช้มาสมัยเป็นเด็กๆ อยู่บ้านพังราดไทย อำเภอแกลง ร่ะยองซึ่งคิดว่าที่อื่นๆ ก็คงจะคล้ายๆ กัน
อย่างแรกคนบ้านเราเขาเรียกว่า “ไปทุ่ง” การ “ไปทุ่ง” นี่ส่วนใหญ่เขาจะเอาจอบติดตัวไปด้วยเพื่อขุดหลุมกลางท้องนาท้องทุ่งใกล้ๆ บ้านที่ดูแล้วมันลับตาคน พอขุดเสร็จก็ถลกกางเกง,ผ้าถุงแล้วนั่งให้ก้นตรงกับหลุมที่ขุดจากนั้นถ่ายอุจจาระหรือ “ขี้” ลงไป พอเสร็จก็เช็ดก้นด้วยใบไม้ใบหญ้าซึ่งมีอยู่แถวๆ นั้นมากมายซึ่งส่วนใหญ่มักใช้ "ใบไอ้มาด" หรือต้นสาบเสือกันเพราะมันมีเยอะและค่อนข้างนุ่มแล้วใช้จอบกลบหลุม กระแทกๆ ให้แน่นกันหมามาคุ้ยก็เป็นอันเสร็จพิธีซึ่งการถ่ายทุกข์ลักษณะนี้จะเป็นแบบของใครของมัน ไม่มีการซ้ำที่กันยกเว้นบางคนที่เอิ๊ญบังเอิญไปจ๊ะเอ๋ของเก่าที่เคยมีใครมาใช้มาก่อนก็คงหน้าเบ้ไม่น้อย
การ "ไปทุ่ง" ลักษณะนี้บางทีอาจจะไม่ต้องกลบหลุมก็ได้หากว่า "ไอ้ด่าง,ไอ้ดำ" ที่อยู่ใต้ถุนบ้านไปเป็นเพื่อนด้วยเพราะหลังจากถ่ายเสร็จไอ้ด่างไอ้ดำที่ว่ามันจะจัดการ "กิน" ให้จนเรียบร้อย หมดจดเกลี้ยงเกลาทั้งหลุม ดีไม่ดีถ่ายยังไม่ทันเสร็จมันพาลมุดหน้าลงไปกินซะงั้นต้องตะเพิดมันออกไปก่อน คนโต (ผู้ใหญ่) เขาเคยพูดให้ฟังว่า "ขี้ใหม่หมาหอม" น่ะครับ
ต่อมาเป็น “เว่จขี้” ตามคำที่ผมจั่วหัวเรื่องไว้ “เว่จขี้” ที่ผมเคยเห็นมีอยู่ ๒-๓ แบบซึ่งเป็นของครอบครัวหรือส่วนรวม “เว่จขี้” อย่างแรกน่ะเขาทำโดยช่วยกันขุดดินจุดที่ห่างจากตัวบ้านไปพอสมควรให้ลึกประมาณเมตร,เมตรกว่าเสร็จแล้วเอาไม้กระดานที่แข็งแรง ๒ อันวางพาดปากหลุมโดยให้ไม้ทั้ง ๒ อันห่างกันพอประมาณคะเนว่าเวลานั่งถ่ายทุกข์ขี้ที่ออกมานั้นจะลงหลุมพอดีโดยไม่เลอะเปรอะเปื้อนกระดาน บริเวณรอบๆ เขาจะเอาฟากไม้ไผ่,ทางมะพร้าวหรืออะไรก็ได้ที่มีอยู่มากั้นกันคนอื่นมองเห็น
สำหรับบ้านเรือนที่อยู่ติดกับแม่น้ำลำคลองหรือทะเลมีลักษณะเช่นเดียวกันกับ “เว่จขี้” อันบนเพียงแต่ไม่ต้องขุดหลุม เวลาถ่ายก็นั่งยองๆ แบบเดียวกันแล้วขี้ลงไปซึ่งตอนขี้น่ะพวกปูปลากุ้งหอยแถวนั้นจะมากินกันเต็มไปหมดทีเดียว บางทีถึงขนาดแย่งกันจนน้ำกระเด็นขึ้นไปถูกคนถ่ายเลยก็มี (ที่บ้านผมใช้ “เว่จขี้” ลักษณะนี้ครับ)
เว่จขี้” อีกอย่างหนึ่งที่ผมเคยเห็นที่บ้านพังราดไทยแต่มีน้อยมากก็คือ “ส้วมซึม” หรือ “ส้วมหลุม” ครับ “เว่จขี้” แบบนี้จะมีเฉพาะบ้านคนที่พอมีสตางค์หน่อยซึ่งชาวบ้านไม่ค่อยนิยมใช้กัน
ต่อมาความเจริญทางด้านสาธารณสุขรวมถึงการส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจของทางการทำให้ “เว่จขี้” ที่ว่านี่ค่อยๆ หายไปๆๆๆ จน “สูญสิ้น” ไปในที่สุดโดยเดี๋ยวนี้บ้านแต่ละหลังจะมี “ส้วมซึม” หรือ “ส้วมชักโครก” ใช้กัน "ในตัวบ้าน" แล้วซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ป้องกันโรคระบาดหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับอนามัยของประชาชนได้เป็นอย่างดี
เอ้า พี่น่องบ้านเราส้ะหมัยเป็นเด็กๆ น่ะบ้านใครใช่ “เว่จขี้” แบบไหนมั่งง่ะ ไหนบอกให้ฟังหน่อยฮิ
สวัสดีวันพุธ (๕ ตุลาคม ๒๕๕๙)
แม้วันพุธ แต่ไม่หยุด สะดุดรัก
ทรวงศรปัก รักเจ้านั้น มั่นคงยิ่ง
จะอยู่ไหน ในดวงใจ ข้ารักจริง
แต่ขวัญมิ่ง รออิงแอบ แนบซบกาย
........
ข้อความหลังภาพที่อีเรียมเขียนถึงไอ้ขวัญ
วันพุธขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
ทรวงศรปัก รักเจ้านั้น มั่นคงยิ่ง
จะอยู่ไหน ในดวงใจ ข้ารักจริง
แต่ขวัญมิ่ง รออิงแอบ แนบซบกาย
........
ข้อความหลังภาพที่อีเรียมเขียนถึงไอ้ขวัญ
วันพุธขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ความทรงจำครั้งเยาว์วัย : ข้าวเหนียวเหลืองหน้านวดลาน (๔ ตุลาคม ๒๕๕๙)
ชีวิตตอนเป็นเด็กๆ น่ะมีแต่ความสุขสนุกสนาน วันๆ ส่วนใหญ่ได้แต่กินๆ
เรียนๆ เที่ยวๆ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร จะมีบ้างก็แค่ช่วยพ่อช่วยแม่ช่วยคนโต
(ผู้ใหญ่) ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ เท่าที่พอจะทำได้ เด็กๆ
จึงมีแต่ความสุขรื่นเริงได้ตลอดทั้งปี
แต่ความสุขสนุกสนานที่เด็กๆ บ้านเราแถบชนบททุกคนรอคอยซึ่งมีเพียงปีละ ๑ ฤดูกาลเท่านั้นก็นี่ครับ “การนวดลาน” หรือนวดข้าวที่สมัยก่อนเขาจะใช้ควายย่ำโดยก่อนนวดน่ะคนโตจะถากและขูดพื้นนาที่จะใช้เป็นลานให้เรียบเสมอกันซึ่งส่วนใหญ่จะทำเป็นวงกลมเสร็จแล้วเอาขี้วัวขี้ควายที่มีอยู่เยอะแยะนั่นแหละผสมน้ำเอาไปยาลานให้เรียบเพื่อให้พื้นแน่นกันไม่ให้เม็ดข้าวหล่นลงในดิน เสร็จแล้วเอาต้นหมากขนาดพอเหมาะมาปักเป็น “เสาเกียด” กลางลานจากนั้นก็เอาข้าวที่เกี่ยวและมัดเป็นฟ่อนแล้วมา “ลอม” ไว้รอเวลานวดอีกที
การนวดลานสมัยก่อนก็อย่างที่บอกนั่นแหละคนบ้านเราส่วนใหญ่จะใช้ควายผูกมัดติดๆ กันหลายๆ ตัวเท่าความกว้างของฟ่อนข้าวในลานซึ่งเมื่อถึงเวลาก็จะให้ควายเดินย่ำไปเรื่อยๆ
ความสนุกของเด็กๆ ในการนวดลานส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ตรงนี้ครับถ้าบ้านไหนซึ่งอยู่ไม่ไกลนักเขามีการนวดลานเด็กๆ จะตัด “ไม้อีกิม” ซึ่งมีอยู่ทั่วไปแถวบ้านไว้ตีควายตัวที่ดื้อๆ ไม่ค่อยยอมย่ำหรือขี้เกียจเดินให้เดินหรือย่ำให้ได้ แต่ส่วนใหญ่ควายมันก็จะเดินจะย่ำของมันตามประสาอยู่แล้วเพียงแต่มีเด็กบางคนชอบตีมันบ่อยๆ อย่างสนุกสนานจนคนโตต้องคอยห้ามคอยปรามว่าอย่าทำยกเว้นตัวที่ดื้อถึงค่อยตี
เด็กๆ จะไล่ควายให้ย่ำลานไปอย่างสนุกสนานจนกว่าเม็ดข้าวจะหลุดออกมาทั้งหมดซึ่งบางทีใช้เวลาเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงก็มีแต่ก็ไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อยกลับสนุกสนานจนตัวเปียกโชกด้วยเหงื่อไปตามๆ กัน
เมื่อย่ำลานเสร็จและคนโตปลดควายออกแล้วก็มาถึงช่วงความสุขที่เด็กๆ รอคอยอีกช่วงหนึ่งนั่นก็คือกิน “ข้าวเหนียวเหลือง” ซึ่งเจ้าภาพเขาเตรียมมาเลี้ยงแขกรวมถึงเด็กๆเพราะถือว่าเด็กๆ เนี่ยะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการนวดลานแต่ละครั้งครับ ข้าวเหนียวเหลืองนั้นวิธีการทำก็ไม่มีอะไรยุ่งยากแค่เอาข้าวเหนียวไปมูน ใส่กะทินิดหน่อยพร้อมขมิ้นเพื่อให้สีออกเหลืองๆ บนข้าวเหนียวมีส่วนประกอบอย่างหนึ่งทำจากปลาที่ฉีกหรือบดละเอียดพร้อมเครื่องปรุงที่คลุกเคล้าจนเป็นเนื้อเดียวกันซึ่งส่วนใหญ่จะออกสีแดงๆ ตัดกับสีเหลืองของข้าวเหนียวบนใบตองสีเขียวอย่างลงตัววางอยู่ คนโตน่ะไม่ค่อยกินกันเท่าไรหรอกเพราะมักจะให้เด็กๆ กินมากกว่า เด็กบางคนนะกินซะพุงกางเลยแค่นั้นยังไม่พอยังห่อกลับบ้านอีกด้วยก็มี เรียกว่างานนี้นอกจากหายเหนื่อยจากการใช้ไม้อีกิมไล่ควายให้ย่ำลานแล้วยังอิ่มอร่อยแถมมีของติดเนื้อติดตัวกลับบ้านอีกด้วย
สมัยนี้บ้านเราไม่มีสภาพแบบที่ว่าแล้วเพราะการทำนา การนวดลานแบบก่อนหมดไปคงเหลือไว้แค่ความทรงจำประมาณคำว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” เท่านั้น
ในส่วนของ "ข้าวเหนียวเหลือง" นั้นปัจจุบันถึงแม้จะไม่มีให้เห็นในท้องนาเวลานวดลานเหมือนเมื่อแต่ก่อนแล้วแต่ก็ยังคงมีขายตามท้องตลาดทุกวันครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งแถวตลาดใหญ่ๆ
แต่ความสุขสนุกสนานที่เด็กๆ บ้านเราแถบชนบททุกคนรอคอยซึ่งมีเพียงปีละ ๑ ฤดูกาลเท่านั้นก็นี่ครับ “การนวดลาน” หรือนวดข้าวที่สมัยก่อนเขาจะใช้ควายย่ำโดยก่อนนวดน่ะคนโตจะถากและขูดพื้นนาที่จะใช้เป็นลานให้เรียบเสมอกันซึ่งส่วนใหญ่จะทำเป็นวงกลมเสร็จแล้วเอาขี้วัวขี้ควายที่มีอยู่เยอะแยะนั่นแหละผสมน้ำเอาไปยาลานให้เรียบเพื่อให้พื้นแน่นกันไม่ให้เม็ดข้าวหล่นลงในดิน เสร็จแล้วเอาต้นหมากขนาดพอเหมาะมาปักเป็น “เสาเกียด” กลางลานจากนั้นก็เอาข้าวที่เกี่ยวและมัดเป็นฟ่อนแล้วมา “ลอม” ไว้รอเวลานวดอีกที
การนวดลานสมัยก่อนก็อย่างที่บอกนั่นแหละคนบ้านเราส่วนใหญ่จะใช้ควายผูกมัดติดๆ กันหลายๆ ตัวเท่าความกว้างของฟ่อนข้าวในลานซึ่งเมื่อถึงเวลาก็จะให้ควายเดินย่ำไปเรื่อยๆ
ความสนุกของเด็กๆ ในการนวดลานส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ตรงนี้ครับถ้าบ้านไหนซึ่งอยู่ไม่ไกลนักเขามีการนวดลานเด็กๆ จะตัด “ไม้อีกิม” ซึ่งมีอยู่ทั่วไปแถวบ้านไว้ตีควายตัวที่ดื้อๆ ไม่ค่อยยอมย่ำหรือขี้เกียจเดินให้เดินหรือย่ำให้ได้ แต่ส่วนใหญ่ควายมันก็จะเดินจะย่ำของมันตามประสาอยู่แล้วเพียงแต่มีเด็กบางคนชอบตีมันบ่อยๆ อย่างสนุกสนานจนคนโตต้องคอยห้ามคอยปรามว่าอย่าทำยกเว้นตัวที่ดื้อถึงค่อยตี
เด็กๆ จะไล่ควายให้ย่ำลานไปอย่างสนุกสนานจนกว่าเม็ดข้าวจะหลุดออกมาทั้งหมดซึ่งบางทีใช้เวลาเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงก็มีแต่ก็ไม่มีใครบ่นว่าเหนื่อยกลับสนุกสนานจนตัวเปียกโชกด้วยเหงื่อไปตามๆ กัน
เมื่อย่ำลานเสร็จและคนโตปลดควายออกแล้วก็มาถึงช่วงความสุขที่เด็กๆ รอคอยอีกช่วงหนึ่งนั่นก็คือกิน “ข้าวเหนียวเหลือง” ซึ่งเจ้าภาพเขาเตรียมมาเลี้ยงแขกรวมถึงเด็กๆเพราะถือว่าเด็กๆ เนี่ยะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการนวดลานแต่ละครั้งครับ ข้าวเหนียวเหลืองนั้นวิธีการทำก็ไม่มีอะไรยุ่งยากแค่เอาข้าวเหนียวไปมูน ใส่กะทินิดหน่อยพร้อมขมิ้นเพื่อให้สีออกเหลืองๆ บนข้าวเหนียวมีส่วนประกอบอย่างหนึ่งทำจากปลาที่ฉีกหรือบดละเอียดพร้อมเครื่องปรุงที่คลุกเคล้าจนเป็นเนื้อเดียวกันซึ่งส่วนใหญ่จะออกสีแดงๆ ตัดกับสีเหลืองของข้าวเหนียวบนใบตองสีเขียวอย่างลงตัววางอยู่ คนโตน่ะไม่ค่อยกินกันเท่าไรหรอกเพราะมักจะให้เด็กๆ กินมากกว่า เด็กบางคนนะกินซะพุงกางเลยแค่นั้นยังไม่พอยังห่อกลับบ้านอีกด้วยก็มี เรียกว่างานนี้นอกจากหายเหนื่อยจากการใช้ไม้อีกิมไล่ควายให้ย่ำลานแล้วยังอิ่มอร่อยแถมมีของติดเนื้อติดตัวกลับบ้านอีกด้วย
สมัยนี้บ้านเราไม่มีสภาพแบบที่ว่าแล้วเพราะการทำนา การนวดลานแบบก่อนหมดไปคงเหลือไว้แค่ความทรงจำประมาณคำว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” เท่านั้น
ในส่วนของ "ข้าวเหนียวเหลือง" นั้นปัจจุบันถึงแม้จะไม่มีให้เห็นในท้องนาเวลานวดลานเหมือนเมื่อแต่ก่อนแล้วแต่ก็ยังคงมีขายตามท้องตลาดทุกวันครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งแถวตลาดใหญ่ๆ
สวัสดีวันอังคาร (๔ ตุลาคม ๒๕๕๙)
ลงทุนด้วยน้ำใจ ผลกำไรคือความรัก
มุ่งมั่นหมายสมัคร เพื่อให้รักนั้นสมหวัง
ลงทุนด้วยน้ำใจ ลุจุดหมายที่ใจตั้ง
รักฤาคือพลัง ขอฉันนั่งกลางใจเธอ
........
จดหมายจากไอ้ขวัญถึงอีเรียม
วันอังคารขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
มุ่งมั่นหมายสมัคร เพื่อให้รักนั้นสมหวัง
ลงทุนด้วยน้ำใจ ลุจุดหมายที่ใจตั้ง
รักฤาคือพลัง ขอฉันนั่งกลางใจเธอ
........
จดหมายจากไอ้ขวัญถึงอีเรียม
วันอังคารขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ร.ศ.๒๓๕
วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ดาราคนนั้น...ใครเอ่ย (๓ ตุลาคม ๒๕๕๙)
ภาพขาวดำ คมขำ งามยิ่งนัก
ภาพดารา ที่รัก ประจักษ์จิต
สุรพล สมบัติ แล้วก็มิตร
ส่วนอีกคน ช่วยกันคิด ใครกันนะ
.......
อ้ะพี่น่องลองไถ่ฮิว่าดาราอีกคนน่ะ...คา (ใครน่ะ) แหม่ เอาได้ทุ่กคนเลย ดูฮิ
https://goo.gl/dRiHic
ภาพดารา ที่รัก ประจักษ์จิต
สุรพล สมบัติ แล้วก็มิตร
ส่วนอีกคน ช่วยกันคิด ใครกันนะ
.......
อ้ะพี่น่องลองไถ่ฮิว่าดาราอีกคนน่ะ...คา (ใครน่ะ) แหม่ เอาได้ทุ่กคนเลย ดูฮิ
https://goo.gl/dRiHic
จดหมายจากไอ้ขวัญถึงอีเรียม (๓ ตุลาคม ๒๕๕๙)
อากาศเริ่มหนาว เรียมเจ้าอยู่ไหน
อยู่หนแห่งใด ไยจึงหนีหน้า
ทิ้งให้ไอ้ขวัญ นอนฝันผวา
เปล่าเปลี่ยวเอกา ว้าเหว่อาวรณ์
อีเรียมจากไป ลืมควายลืมทุ่ง
ลืมกลิ่นน้ำปรุง ลืมข้าวกล้าฟ่อน
ลืมแอกลืมไถ ลืมไพรนาดอน
ลืมที่พักผ่อน นอนหนุนตักนาง
ข้างริมกอไผ่ ใกล้ศาลศักดิ์สิทธิ์
เราฝากชีวิต แนบชิดไม่ห่าง
ฝากศาลเจ้าไทร แม้ชีพวายวาง
จะไม่แรมร้าง หนีห่างจากจร
นี่คือสัญญา เมื่อคราหน้าหนาว
ที่ข้ากับเจ้า ให้ไว้แต่ก่อน
แต่เจ้าลืมสิ้น ไม่ถวิลอาทร
หนีพรากจากจร ไปไม่ไยดี
อากาศเริ่มหนาว ย่างเข้าอีกหน
แม้ข้าทุกข์ทน คอยเอ็งที่นี่
จะเนิ่นนานช้า ชั่วนาตาปี
ใจไอ้ขวัญนี้ คงมีแต่เอ็ง
.........
แหม่ แลน่าสมเพดเนาะ เนี่ยะ ลองอ่านดูฮิ
เย็นวันนี้ไอ้ขวัญไปจ่ายตลาดที่ตลาดทุ่งบางกะปิใกล้ๆ กับคลองแสนแสบจ้า วันนี้ไปคนเดียวเพราะอีเรียมหนีไปบางกอกซะแล้ว แหม่ แลน่าสมเพด
อยู่หนแห่งใด ไยจึงหนีหน้า
ทิ้งให้ไอ้ขวัญ นอนฝันผวา
เปล่าเปลี่ยวเอกา ว้าเหว่อาวรณ์
อีเรียมจากไป ลืมควายลืมทุ่ง
ลืมกลิ่นน้ำปรุง ลืมข้าวกล้าฟ่อน
ลืมแอกลืมไถ ลืมไพรนาดอน
ลืมที่พักผ่อน นอนหนุนตักนาง
ข้างริมกอไผ่ ใกล้ศาลศักดิ์สิทธิ์
เราฝากชีวิต แนบชิดไม่ห่าง
ฝากศาลเจ้าไทร แม้ชีพวายวาง
จะไม่แรมร้าง หนีห่างจากจร
นี่คือสัญญา เมื่อคราหน้าหนาว
ที่ข้ากับเจ้า ให้ไว้แต่ก่อน
แต่เจ้าลืมสิ้น ไม่ถวิลอาทร
หนีพรากจากจร ไปไม่ไยดี
อากาศเริ่มหนาว ย่างเข้าอีกหน
แม้ข้าทุกข์ทน คอยเอ็งที่นี่
จะเนิ่นนานช้า ชั่วนาตาปี
ใจไอ้ขวัญนี้ คงมีแต่เอ็ง
.........
แหม่ แลน่าสมเพดเนาะ เนี่ยะ ลองอ่านดูฮิ
เย็นวันนี้ไอ้ขวัญไปจ่ายตลาดที่ตลาดทุ่งบางกะปิใกล้ๆ กับคลองแสนแสบจ้า วันนี้ไปคนเดียวเพราะอีเรียมหนีไปบางกอกซะแล้ว แหม่ แลน่าสมเพด
สวัสดีวันจันทร์ (๓ ตุลาคม ๒๕๕๙)
สวัสดี วันจันทร์ ท่านที่รัก
มาทายทัก ยักคิ้ว หลิ่วตาหน่อย
ส่งยิ้มหวาน หยาดเยิ้ม และหยดย้อย
พร้อมเกี่ยวก้อย ร้อยแขน เป็นแฟนนะ (เย้)
มาทายทัก ยักคิ้ว หลิ่วตาหน่อย
ส่งยิ้มหวาน หยาดเยิ้ม และหยดย้อย
พร้อมเกี่ยวก้อย ร้อยแขน เป็นแฟนนะ (เย้)
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559
สวัสดีวันอาทิตย์ (๒ ตุลาคม ๒๕๕๙)
หนึ่งอาทิตย์พบกันที สวัสดีวันอาทิตย์
สวัสดีทุกทุกท่าน สุขสำราญกายใจจิต
สวัสดีวันอาทิตย์ วันอาทิตย์สวัสดี
ภาพด้านล่างเป็นภาพช่วงบ่ายของวันนี้ซึ่งที่บ้านพะเยาฝนตกลงมาปรอยๆ ครับ
วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559
สวัสดีวันเสาร์ (๑ ตุลาคม ๒๕๕๙)
ข้าสาบาน ต่อศาล เจ้าพ่อไทร
ถ้าข้าถูก รางวัลใหญ่ ในวันนี้
หนึ่งล้านบาท ข้าจะให้ เอ็งทันที
ถ้าเอ็งหนี ข้าไม่ให้ ซักกะตังค์
.......
ข้อความหลังภาพที่ไอ้ขวัญเขียนให้อีเรียมเช้าวันหวยออกวันนี้ แหม่ เอาได้ๆ เนี่ยะ ดูฮิ
วันนี่วันพร่ะ โมท่ะนาสาทุ่
ย่กมือขึ้นธุ ไหว้พร่ะไหว้เจ้า
ธรรมม่ะพร่ะองค์ จงปกป้องเรา
ทุ่กคำ่เย็นเช้า ดุจเงาตามตัว
.......
ไอ้เหียขวัญ เอ๊ย ไอ้เหียอู๊ดคนร่ะยองมาไหว้พร่ะที่วั่ดพร่ะเจ้าตนหลวงพ่ะเยาจ้า โมท่ะนาสาทุ่
goo.gl/JT2pL1
ถ้าข้าถูก รางวัลใหญ่ ในวันนี้
หนึ่งล้านบาท ข้าจะให้ เอ็งทันที
ถ้าเอ็งหนี ข้าไม่ให้ ซักกะตังค์
.......
ข้อความหลังภาพที่ไอ้ขวัญเขียนให้อีเรียมเช้าวันหวยออกวันนี้ แหม่ เอาได้ๆ เนี่ยะ ดูฮิ
วันนี่วันพร่ะ โมท่ะนาสาทุ่
ย่กมือขึ้นธุ ไหว้พร่ะไหว้เจ้า
ธรรมม่ะพร่ะองค์ จงปกป้องเรา
ทุ่กคำ่เย็นเช้า ดุจเงาตามตัว
.......
ไอ้เหียขวัญ เอ๊ย ไอ้เหียอู๊ดคนร่ะยองมาไหว้พร่ะที่วั่ดพร่ะเจ้าตนหลวงพ่ะเยาจ้า โมท่ะนาสาทุ่
goo.gl/JT2pL1
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





































